เรียนรู้ที่จะเป็นผู้รับใช้

เมื่อพูดถึงคนรับใช้แล้วเรานึกถึงอะไร หลายคนคงจะนึกถึงคนที่คอยรับคำสั่งจากเจ้านายและใช้ความสามารถของตนที่มีอยู่ทำงานนั้นให้ประสบผลสำเร็จ แต่นั่นคือผู้รับใช้ตามความหมายของโลกที่เราเห็นอยู่ทั่วไป อย่างไรก็ตามเราไม่สามารถเอาคำจำกัดความของผู้รับใช้ตามอย่างของโลกมาใช้ในการรับใช้พระเจ้าได้ เพราะนั่นไม่ใช่สิ่งที่พระคัมภีร์ได้บอกเราไว้
พระเยซูได้ทรงเป็นแบบอย่างแก่เราทุกคนในการรับใช้ พระองค์ไม่ถือว่าการที่ทรงเท่าเทียมกับพระเจ้านั้นเป็นสิ่งสำคัญแต่ทรงถ่อมพระทัยของพระองค์ลงมาบังเกิดบนโลก และดำเนินชีวิตโดยการเชื่อฟังพระเจ้าทุกประการ ดังที่อาจารย์เปาโลได้กล่าวไว้ในฟิลิปปี 2:5-8 ว่า “ท่านจงมีน้ำใจต่อกันเหมือนอย่างที่มีในพระเยซูคริสต์ ผู้ทรงสภาพของพระเจ้า แต่มิได้ทรงถือว่าการเท่าเทียมกับพระเจ้านั้นเป็นสิ่งที่จะต้องยึดถือ แต่ได้กลับทรงสละและทรงรับสภาพทาส ทรงถือกำเนิดเป็นมนุษย์ และเมื่อทรงปรากฏพระองค์ในสภาพมนุษย์แล้ว พระองค์ก็ทรงถ่อมพระองค์ลง ยอมเชื่อฟังจนถึงความมรณา กระทั่งความมรณาที่กางเขน” พระองค์ไม่เพียงแต่เป็นแบบอย่างในด้านความถ่อมใจและการเชื่อฟังเท่านั้น พระองค์ยังได้สอนเราทุกคนถึงท่าทีในการรับใช้ด้วย คือการรับใช้ด้วยใจถ่อม ไม่อวดตัว และต้องรับใช้ด้วยความเต็มใจ

“แต่ในพวกท่านหาเป็นอย่างนั้นไม่ ถ้าผู้ใดใคร่จะเป็นใหญ่ในพวกท่าน ผู้นั้นจะต้องเป็นผู้ปรนนิบัติท่านทั้งหลาย ถ้าผู้ใดใคร่จะได้เป็นเอกเป็นต้น ผู้นั้นจะต้องเป็นทาสสมัครของพวกท่าน อย่างที่บุตรมนุษย์มิได้มาเพื่อรับการปรนนิบัติ แต่มาเพื่อจะปรนนิบัติเขา และประทานชีวิตของท่าให้เป็นค่าไถ่คนเป็นอันมาก” มัทธิว 20:26-28

พระคัมภีร์ได้เปรียบผู้เชื่อทุกคนเหมือนกับดินเหนียว ดังที่ปรากฏในเยเรมีย์ 18:6 “ประชาชนอิสราเอลเอ๋ย เราจะกระทำแก่เจ้าอย่างที่ช่างหม้อนี้กระทำไม่ได้หรือ พระเจ้าตรัสดังนี้แหละ ดูเถิด ประชาชนอิสราเอลเอ๋ย เจ้าอยู่ในมือของเรา อย่างดินเหนียวอยู่ในมือของช่างหม้อ” หน้าที่ของเราก็คือการมีคุณลักษณะของดินเหนียวที่พร้อมที่จะให้ช่างปั้นซึ่งก็คือพระเจ้าทรงปั้นเราตามพระทัยของพระองค์ และหลังจากที่พระองค์ทรงปั้นเราแล้วหน้าที่ต่อไปของเราก็คือยอมให้พระองค์ทรงใช้เราและนำเราไปที่ใดๆก็ได้ที่เป็นน้ำพระทัยของพระองค์ ถ้าหากเราไม่ยอมให้พระองค์ปั้นแต่งชีวิตเราก่อนก็คงจะเป็นการยากลำบากที่พระองค์จะทรงนำเราไปใช้ สิ่งสำคัญในการรับใช้ก็คือเราไม่สามารถอาศัยกำลังและความสามารถของเราเพียงอย่างเดียวในการทำงาน เพราะเราเป็นเพียงแต่ภาชนะที่ถูกปั้นแต่งเอาไว้เท่านั้น เราต้องทำงานร่วมกับนายของเราซึ่งก็คือพระเจ้า ต้องยอมให้พระองค์ทรงทำงานผ่านทางชีวิตของเราเพราะถ้าแยกจากเราแล้วท่านจะกระทำสิ่งใดไม่ได้เลย” ยอห์น 15:5 เราจำเป็นต้องจำไว้ว่าพระเจ้าเท่านั้นเป็นผู้กระทำให้สำเร็จ ไม่ใช่ตัวเรา

บางคนอาจจะมีคำถามว่าตนเองพร้อมที่จะให้พระองค์ทรงปั้นแต่งชีวิต และยอมมอบถวายชีวิตเพื่อที่จะรับใช้พระองค์ แต่ก็ยังไม่รู้ว่าควรจะรับใช้อะไรดี? ถ้าหากเราต้องการที่จะเป็นผู้รับใช้ของพระเจ้า สิ่งสำคัญที่สุดก็คือการเข้าหานายของเรา เราจำเป็นต้องมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อนายของเราก่อน จากนั้นเราต้องดูว่านายของเราหรือพระเยซูกำลังอยู่ที่ไหนและพระองค์กำลังทำอะไร และที่ๆพระเยซูอยู่ก็คือที่ๆเราควรจะอยู่ และสิ่งที่พระองค์กระทำก็คือสิ่งที่เราควรกระทำ เพราะพระเยซูตรัสว่า “ถ้าผู้ใดจะรับใช้เราผู้นั้นก็ต้องตามเรามา และเราอยู่ที่ไหนผู้รับใช้ของเราก็จะอยู่ที่นั่นด้วย ถ้าผู้ใดรับใช้เรา พระบิดาก็จะทรงประทานเกียรติแก่ผู้นั้น” ยอห์น 12:26

สิ่งสำคัญในการรับใช้พระเจ้านั้นไม่ได้อยู่ที่การเรียนรู้ว่าควรจะรับใช้อย่างไร แต่อยู่ที่การเริ่มลงมือรับใช้พระเจ้า การปฏิบัตินั้นย่อมสำคัญกว่าความรู้ทางทฤษฎี เพราะถ้ามีแต่การเรียนรู้แต่ไม่มีการปฏิบัติก็เปล่าประโยชน์ ให้เราพร้อมที่จะให้พระองค์ทรงตัดแต่งชีวิตของเรา ถ่อมใจลงยอมจำนนต่อพระองค์ และยอมให้พระองค์ทรงใช้เราตามน้ำพระทัยของพระองค์ และให้เราทูลต่อพระเจ้าเหมือนกับที่อิสยาห์ได้ทูลต่อพระองค์ว่า “ข้าพระองค์อยู่นี่พระเจ้าข้า ขอทรงใช้ข้าพระองค์ไปเถิด” อิสยาห์ 6:8

โดย  พายุแห่งความเปรมปรีดิ์