มาสู้ความกัน

ตามธรรมชาติของมนุษย์นั้น เมื่อทำอะไรผิด หรือทำอะไรที่ไม่ถูกต้อง เรามักจะหาทางหลบหนีหรือกลบเกลื่อนความผิดนั้น และหากถูกจับได้เราก็มักจะไม่ยอมรับผิด แต่กลับโยนความผิดไปให้ผู้อื่น ซึ่งสิ่งเหล่านี้เราเห็นได้ตั้งแต่สมัยปฐมกาล ตั้งแต่ความบาปได้เริ่มเข้ามาในโลก
หลังจากที่อาดัมและเอวาได้กินผลไม้ต้องห้ามนั้น เมื่อพระเจ้าเสด็จมาหาพวกเขา และถามเขาว่า “เจ้ากินผลไม้ที่เราห้ามมิให้กินนั้นแล้วหรือ” ปฐมกาล 3:11 แทนที่อาดัมจะยอมรับในสิ่งที่เขากระทำ เขากลับพยายามเอาตัวรอดโดยกล่าวว่า “หญิงที่พระองค์ประทานให้อยู่กินกับข้าพระองค์นั้นส่งผลไม้นั้นให้ข้าพระองค์ ข้าพระองค์จึงรับประทาน” ปฐมกาล 3:12 การเอาตัวรอดหรือการกลบเกลื่อนความผิดบาปของตนเองนั้นไม่ใช่วิถีทางที่พระเจ้าปรารถนาให้คนของพระองค์กระทำ

พระเจ้าของเราเป็นพระเจ้าที่เปี่ยมด้วยความรักและเมตตา พระองค์ไม่ปรารถนาจะให้ใครสักคนเดียวออกห่างไปจากทางของพระองค์ พระเจ้าได้ตรัสอย่างชัดเจนว่าหากเราได้กระทำบาป ได้ทำสิ่งใดๆที่ล่วงละเมิดต่อพระองค์ อย่าให้เราหนีหรือพยายามออกห่างจากพระเจ้า ตรงข้าม พระองค์ต้องการให้เรามาสู้ความกับพระองค์ และถึงแม้ว่าบาปของเราจะมากแค่ไหนก็ตาม พระองค์ทรงสัญญาว่าจะทรงชำระให้หมดทั้งสิ้น พระเจ้าตรัสว่า “มาเถิด ให้เราสู้ความกัน ถึงบาปของเจ้าเหมือนสีแดงเข้มก็จะขาวอย่างหิมะ ถึงมันจะแดงอย่างผ้าแดงก็จะกลายเป็นอย่างขนแกะ” อิสยาห์ 1:18

เมื่อดาวิดได้ทำบาปโดยการสังหารสามีของนางบัทเชบา และรับนางมาเป็นภรรยานั้น สิ่งนี้เป็นสิ่งที่พระเจ้าไม่ทรงพอพระทัยเป็นอย่างมาก และพระองค์ได้ส่งนาธันผู้เผยพระวจนะมาเฝ้ากษัตริย์ดาวิด เราจะเห็นได้ว่ากษัตริย์ดาวิดไม่ได้โยนความผิดไปให้ผู้อื่น แต่พระองค์ทรงยอมรับความผิดนั้นและเข้าหาพระเจ้าทันที “เพราะข้าพระองค์ทราบถึงการละเมิดของข้าพระองค์แล้ว และบาปของข้าพระองค์อยู่ต่อหน้าข้าพระองค์เสมอ ข้าพระองค์ได้ทำบาปต่อพระองค์ต่อพระองค์เท่านั้น และได้กระทำสิ่งที่ชั่วร้ายในสายพระเนตรพระองค์” สดุดี 51:3-4 ดาวิดได้เข้ามาเผชิญหน้ากับพระเจ้า ได้สารภาพบาปต่อพระเจ้าและทูลขอการอภัยโทษจากพระองค์ “ขอทรงชำระข้าพระองค์ด้วยต้นหุสบ ข้าพระองค์จึงจะสะอาด ขอทรงล้างข้าพระองค์ และข้าพระองค์จะขาวกว่าหิมะ… ข้าแต่พระเจ้า ของทรงสร้างใจสะอาดภายในข้าพระองค์ และฟื้นน้ำใจที่หนักแน่นขึ้นใหม่ภายในข้าพระองค์” สดุดี 51:7, 10

สิ่งหนึ่งที่เราเห็นแบบอย่างจากกษัตริย์ดาวิดก็คือไม่เพียงแต่พระองค์จะเข้ามาเผชิญหน้ากับพระเจ้าเพื่อทูลขอการอภัยโทษจากพระองค์เท่านั้น แต่กษัตริย์ดาวิดยังใช้ความผิดพลาดที่ตนได้กระทำนี้เป็นแบบอย่างและสอนผู้อื่นให้ระวังตนเอง อย่าได้กระทำผิดเหมือนอย่างที่พระองค์เคยพลาดมาแล้วนั้น “แล้วข้าพระองค์จะสอนผู้ละเมิดทั้งหลายถึงบรรดาพระมรรคาของพระองค์ และคนบาปทั้งหลายจะกลับสู่พระองค์” สดุดี 51:13

ไม่มีใครที่อยากจะกระทำผิด แต่หากเราได้พลาดไป เราสามารถเริ่มต้นใหม่ได้โดยการคืนดีต่อพระเจ้า และคืนดีต่อพี่น้องของเรา นอกจากนี้เรายังสามารถเปลี่ยนความผิดพลาดของเราให้เป็นพระพรต่อผู้อื่นได้ โดยการบอกเล่าเรื่องราวเหล่านี้แก่ผู้อื่นและใช้ชีวิตของเราเป็นแบบอย่างให้แก่คนทั้งปวง เพื่อที่เขาจะได้ระแวดระวังและไม่ทำผิดเหมือนกับที่เราได้เคยพลาดมา

“และผู้ที่ไถ่ไว้แล้วของพระเจ้าจะกลับและร้องเพลงมาศิโยน ความชื่นบานเป็นนิตย์จะอยู่บนศรีษะของเขา เขาจะได้รับความชื่นบานและความยินดี ความโศกเศร้าและการถอนหายใจจะหนีไปเสีย” อิสยาห์ 51:11

โดย  พายุแห่งความเปรมปรีดิ์