ถอยเพื่อรุกหรือหันหลังกลับ

หากเราดูภาพยนต์เกี่ยวกับสงคราม เมื่อมีการสู้รบย่อมมีฝ่ายหนึ่งรุกขึ้นหน้าและอีกฝ่ายหนึ่งถอยหลังกลับ แต่การหันหลังนั้นไม่ได้หมายถึงการพ่ายแพ้เสมอไป ในบางครั้งกลับเป็นกลยุทธิ์ในการต่อสู้โดยการแกล้งทำเป็นแพ้เพื่อที่จะให้ศัตรูหลงกล และรุกขึ้นหน้าอีกครั้งเพื่อพิชิตข้าศึกจนได้ชัย

ในชีวิตคริสเตียนของเราก็เช่นเดียวกัน บางครั้งเรามีการรุกขึ้นหน้าเพื่อทำสงครามฝ่ายวิญญาณ ในขณะที่บางครั้งเราจำเป็นต้องถอยหลัง แต่การถอยของเรานั้นควรเป็นการถอยเพื่อตั้งหลัก ไม่ใช่การหันหลังหนีไป มีคนเคยกล่าวไว้ว่า “ท้อได้แต่อย่าถอย” และพระคัมภีร์ก็ย้ำเราเช่นเดียวกันว่าเมื่อจับคันไถแล้วไม่ควรที่จะหันหลังกลับ ดังนั้นไม่ว่าเรากำลังอยู่ในสถานการณ์ใดๆก็ตาม สิ่งสำคัญก็คือเราจำเป็นต้องเชื่อฟังและให้พระเจ้าเป็นผู้นำของเราเสมอ

เมื่อพระเจ้าเจิมเราในการรับใช้ เรารู้ว่าเราสามารถจะฝ่าฟันอุปสรรคปัญหาต่างๆได้แม้ว่าสิ่งเหล่านั้นอาจจะดูใหญ่และเกินกำลังของเรา เหมือนกับเมื่อครั้งที่เอลียาห์ได้ทำการท้าทายผู้เผยพระวจนะพระบาอัลซึ่งมีจำนวนถึงสี่ร้อยห้าสิบคน ในขณะที่เอลียาห์นั้นมีเพียงตัวเขาเองแต่ผู้เดียว อย่างไรก็ตามเอลียาห์รู้ว่าเมื่อพระเจ้าอยู่ฝ่ายเขา เขาจะต้องเป็นผู้มีชัยอย่างแน่นอน ดังนั้นเอลียาห์จึงได้ทำการท้าทายผู้เผยพระวจนะพระบาอัลว่า “ขอให้เขามอบวัวผู้แก่เราสองตัว แล้วขอให้เขาทั้งหลายเลือกวัวเป็นของเขาตัวหนึ่ง ฟันเป็นท่อนๆวางไว้บนกองฟืนแต่อย่าไส่ไฟ และข้าพเจ้าจะเตรียมวัวผู้อีกตัวหนึ่งนั้นวางไว้บนฟืน และไม่ใส่ไฟ และท่านทั้งหลายจงร้องออกพระนามพระเจ้าของท่าน และข้าพเจ้าจะร้องออกพระนามพระเยโฮวาห์ พระเจ้าองค์ที่ทรงโปรดตอบด้วยไฟพระองค์นั้นแหละทรงเป็นพระเจ้า” 1 พงศ์กษัตริย์ 18:27-28 เมื่อผู้เผยพระวจนะพระบาอัลได้อธิษฐานขอไฟต่อพระของเขาตั้งแต่เช้าจนเที่ยงก็ยังไม่มีคำตอบใดๆ แต่สำหรับเอลียาห์นั้น เมื่อเขาได้อธิษฐานร้องต่อพระเจ้า “แล้วไฟของพระเจ้าก็ตกลงมาและไหม้เครื่องเผาบูชา และฟืนและหินและผงคลี และเลียน้ำซึ่งอยู่ในคู และเมื่อประชาชนทั้งปวงได้เห็น เขาก็ซบหน้าลงและร้องว่า พระเยโฮวาห์พระองค์ทรงเป็นพระเจ้า พระเยโฮวาห์พระองค์ทรงเป็นพระเจ้า” 1 พงศ์กษัตริย์ 18:38-39

อย่างไรก็ตามหลังจากการรับใช้ที่เหน็ดเหนื่อยผ่านพ้นไป เราอาจจะหมดแรง เราอาจจะอ่อนล้า เหมือนกับเอลียาห์ แม้ว่าพระเจ้าจะทรงสำแดงการอัศจรรย์ด้วยการส่งไฟลงมาเผาเครื่องเผาบูชาของเขา แม้ว่าพระเจ้าจะช่วยเหลือจนผู้เผยพระวจนะพระบาอัลทั้งสี่ร้อยห้าสิบคนถูกประหาร แม้ว่าเอลียาห์จะได้เห็นการใหญ่ที่พระเจ้าทรงกระทำ แต่หลังจากนั้น เพียงแค่ผู้หญิงคนเดียวคือนางเยเซเบลที่ได้กล่าวต่อเอลียาห์ว่า “ถ้าพรุ่งนี้ เวลานี้ เรามิได้กระทำชีวิตของเจ้าให้เหมือนอย่างชีวิตของคนเหล่านั้นแล้ว ก็ให้พระทั้งหลายลงโทษเรา และยิ่งหนักกว่า” 1 พงศ์กษัตริย์ 19:2 พระคัมภีร์บอกว่าเมื่อเอลียาห์ได้ยินดังนั้นแล้วท่านก็กลัวและหนีไปเพื่อเอาชีวิตรอด หากจะย้อนดูตัวเราเอง เราเคยมีประสบการณ์เหมือนกับเอลียาห์บ้างไหม? เราเคยวิ่งหนีเพื่อเอาตัวรอดเหมือนเอลียาห์หรือเปล่า?

แม้ว่าเอลียาห์จะได้ทำการที่ยิ่งใหญ่ แม้ว่าเขาจะเป็นคนที่พระเจ้าทรงใช้อย่างมาก แต่แท้จริงแล้วเขาก็เป็นแค่คนธรรมดาๆคนหนึ่งเหมือนกับเราทุกคน ไม่น่าเชื่อที่เอลียาห์ไม่เพียงแต่หนีปัญหาเท่านั้น แต่เขายังคิดที่จะไม่อยากมีชีวิตอยู่บนโลกนี้อีกด้วย ดังที่เขาได้อธิษฐานต่อพระเจ้าว่า “พอแล้วพระองค์เจ้าข้า ข้าแต่พระเจ้า บัดนี้ขอเอาชีวิตของข้าพระองค์ไปเสีย เพราะข้าพระองค์ก็ไม่ดีไปกว่าบรรพบุรุษของข้าพระองค์” 1 พงศ์กษัตริย์ 19:4 เมื่อเราท้อแท้ สิ่งสำคัญที่สุดคือความคิดของเรา พระเจ้าของเรายังคงอยู่เคียงข้างเราเหมือนเดิม พระเจ้าของเรายังคงฤทธิ์และสามารถกระทำสิ่งสารพัดได้ไม่เปลี่ยนแปลง แต่ความคิดของเราต่างหากที่เปลี่ยนไป หลายครั้งมารซาตานได้โจมตีความคิดเราเมื่อเราอ่อนกำลัง ทำให้เราท้อแท้และอยากจะหันหลังกลับจากการรับใช้พระเจ้า เหมือนกับเอลียาห์ที่จมอยู่กับความคิดของตัวเอง ที่จมอยู่กับความเข้าใจผิดของตนเองว่า “ข้าพระองค์ร้อนรนเพื่อพระเยโฮวาห์พระเจ้าจอมโยธายิ่งนัก เพราะประชาชนอิสราเอลได้ทอดทิ้งพันธสัญญาของพระองค์ พังแท่นบูชาของพระองค์ลงเสีย และประหารผู้เผยพระวจนะของพระองค์เสียด้วยดาบ และข้าพระองค์ ข้าพระองค์แต่ผู้เดียวเหลืออยู่และเขาทั้งหลายแสวงชีวิตของข้าพระองค์เพื่อจะเอาไปเสีย” 1 พงศ์กษัตริย์ 19:10 หลายครั้งเราคิดว่าเราร้อนรนเพื่อพระเจ้าเพียงคนเดียว หลายครั้งเราอาจคิดว่าเรารักพระองค์ เราทุ่มเทให้กับพระองค์ เราทำทุกอย่างเพื่อพระองค์แต่เพียงผู้เดียว แต่พระเจ้าได้หนุนใจและบอกกับเอลียาห์ว่าแท้จริงแล้วยังมีผู้เชื่ออีกถึงเจ็ดพันคนที่เหลืออยู่ ไม่ใช่ตัวเขาเหลือแต่เพียงผู้เดียว และเขาควรจะกลับไปเริ่มต้นรับใช้พระองค์อีกครั้ง

เช่นเดียวกับเราทุกคน หากวันนี้เรากำลังท้อแท้ หรือกำลังหันหลังให้กับพระองค์ อย่าให้เราเหมือนกับเอลียาห์ที่ตกอยู่แต่ในวังวนความคิดของตนเอง เพราะแท้จริงแล้วสิ่งที่เราคิดอาจจะไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงก็ได้ ให้เราเปิดใจฟังเสียงพระองค์ และหันกลับมาเริ่มต้นกับพระองค์อีกครั้งหนึ่ง อย่าลืมว่าเรา “ท้อได้ แต่อย่าถอย”

โดย  พายุแห่งความเปรมปรีดิ์