หลักเบื้องต้นในการอ่านพระคัมภีร์ (ตอน 1)

หนังสือดูเหมือนว่าจะเป็นสิ่งที่คู่กับชีวิตของเรา เราถูกปลูกฝังให้อ่านหนังสือมาตั้งแต่เด็ก ทั้งนี้เนื่องจากเราเชื่อว่ายิ่งอ่านมากเท่าใด เราก็จะยิ่งรู้มาก ยิ่งฉลาดมากเท่านั้น อย่างไรก็ตามแม้ว่าเราอาจจะอ่านหนังสือเล่มเดียวกันกับคนอื่น แต่ความเข้าใจหรือการตีความหนังสือเล่มนั้นๆก็อาจจะแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ ระดับการศึกษา สภาพแวดล้อมของแต่ละคนซึ่งล้วนแล้วแต่แตกต่างกัน การอ่านพระคัมภีร์ก็เช่นเดียวกัน ดังนั้นเราจึงควรที่จะรู้หลักการเบื้องต้นในการอ่าน เพื่อที่จะได้มีความเข้าใจที่ถูกต้อง และเพื่อที่เราจะสามารถสอนหรือแนะนำผู้เชื่อใหม่ให้สามารถเข้าใจพระคำของพระองค์ได้

แม้ว่าบางคนอาจจะไม่เห็นด้วยกับการที่เรามีบรรทัดฐานหรือหลักการเบื้องต้นในการอ่านพระคัมภีร์ เพราะอาจจะแย้งว่าเป็นการจำกัดกรอบความคิดของเรา อย่างไรก็ตามการเรียนรู้หลักการจะช่วยให้ผู้เชื่อสามารถศึกษาพระคัมภีร์ด้วยตนเองได้โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาอาจารย์หรือผู้ศึกษาพระคัมภีร์แต่เพียงอย่างเดียว หากจะถามว่าจริงๆแล้วเราจำเป็นต้องรู้หลักการในการตีความพระคัมภีร์หรือไม่? ผมเชื่อว่าแม้คนที่ไม่รู้หลักการอะไรเลยก็ยังสามารถได้รับประโยชน์จากการอ่านพระคำพระเจ้า ความเข้าใจในพระคัมภีร์นั้นไม่ใช่ปัญหาหลัก แต่การปฏิบัติตามต่างหากที่เป็นเรื่องยาก หากเราอ่านอย่างใคร่ครวญ อ่านอย่างระมัดระวัง และใช้ Common Sense ช่วย เพียงเท่านี้ก็สามารถช่วยให้เราเข้าใจพระคัมภีร์ได้

แต่จะให้ดีที่สุดถ้าหากเราอ่านพระคัมภีร์ด้วยความระมัดระวังและเรียนรู้หลักการเบื้องต้นในการอ่านพระคำของพระองค์ เพราะประโยชน์สุดท้ายที่จะได้นั้นก็ตกอยู่กับตัวเรานั่นเอง

เรารู้ว่าพระคัมภีร์นั้นเป็นพระวจนะของพระเจ้า และพระคัมภีร์ได้บอกเราอย่างชัดเจนว่าคนที่จะเข้าใจพระธรรมของพระองค์ได้นั้นจะต้องเป็นคนฝ่ายวิญญาณ จะต้องเป็นผู้เชื่อที่มีพระวิญญาณบริสุทธิ์ครอบครองอยู่ ดังที่เราจะเห็นได้ใน 1 โครินธิ์ 2:11-14 ที่ว่า “อันความคิดของมนุษย์นั้นไม่มีผู้ใดหยั่งรู้ได้เว้นแต่จิตวิญญาณของมนุษย์ผู้นั้นเองฉันใด พระดำริของพระเจ้าก็ไม่มีใครหยั่งรู้ได้เว้นแต่พระวิญญาณของพระเจ้าฉันนั้น เราทั้งหลายไม่ได้รับวิญญาณของโลก แต่ได้รับพระวิญญาณซึ่งมาจากพระเจ้า เพื่อเราทั้งหลายจะได้รู้ถึงสิ่งต่างๆที่พระเจ้าได้ทรงโปรดประทานแก่เรา เรากล่าวถึงเรื่องสิ่งเหล่านี้ด้วยถ้อยคำซึ่งมิใช่ปัญญาของมนุษย์สอนไว้ แต่ด้วยถ้อยคำซึ่งพระวิญญาณได้ทรงสั่งสอน คือเราได้อธิบายความหมายของเรื่องฝ่ายวิญญาณให้คนที่มีพระวิญญาณฟัง แต่มนุษย์ธรรมดาจะรับสิ่งเหล่านั้นซึ่งเป็นของพระวิญญาณแห่งพระเจ้าไม่ได้ เพราะเขาเห็นว่าเป็นสิ่งโง่เขลาและเขาไม่สามารถเข้าใจได้ เพราะว่าจะเข้าใจสิ่งเหล่านั้นได้ก็ต้องสังเกตด้วยวิญญาณ” นอกจากนี้พระคัมภีร์ยังกล่าวเสริมอีกว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์จะสอนเราถึงทุกสิ่งทุกอย่างโดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาครูหรืออาจารย์แต่อย่างใด “และฝ่ายท่านทั้งหลายการเจิมซึ่งท่านทั้งหลายได้รับจากพระองค์นั้นดำรงอยู่กับท่านและไม่จำเป็นต้องมีใครสอนท่านทั้งหลาย เพราะว่าการเจิมนั้นได้สอนท่านให้รู้ทุกสิ่งและเป็นความจริงและไม่ใช่ความเท็จ การเจิมนั้นสอนท่านทั้งหลายแล้วอย่างใด ท่านจงตั้งมั่นคงอยู่กับพระองค์อย่างนั้น” 1 ยอห์น 2:27 อย่างไรก็ตามในบางครั้งเราไม่สามารถตีความพระคำของพระองค์ตามตัวอักษรตรงๆได้ พระคำข้างต้นก็เป็นตัวอย่างหนึ่ง นอกจากนี้เราจะเห็นได้ว่าพระคำบางตอนแม้ผู้ที่ไม่เชื่อเมื่อได้อ่านก็สามารถเข้าใจได้ เช่น ในอพยพ 20:13 บอกว่า “อย่าฆ่าคน” หรือในพระธรรมวิวรณ์ คริสเตียนหลายคนแม้ว่าจะมีพระวิญญษณบริสุทธิ์ก็ยังไม่สามารถเข้าใจได้ นอกจากนี้ในบางครั้งอาจจะก่อให้เกิดปัญหาได้หากคริสเตียน 2 คนที่มีพระวิญญาณบริสุทธิ์ แต่กลับตีความหมายพระคัมภีร์ข้อเดียวกันแตกต่างกันไป ดังนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่เราควรจะมีหลักการเบื้องต้นในการอ่านหรือการตีความพระคัมภีร์

การที่เราจะสามารถอ่านพระคัมภีร์ได้อย่างเข้าใจนั้น เบื้องต้นเราจำเป็นต้องทำความรู้จักธรรมชาติของพระคัมภีร์ก่อน พระคัมภีร์นั้นเป็นพระคำของพระเจ้าที่ต้องการจะตรัสถึงมนุษย์ที่พระองค์ได้ทรงสร้างขึ้น ข้อความในพระคัมภีร์นั้นเป็นอมตะ สามารถใช้ได้กับคนในทุกยุค ทุกสมัยและทุกวัฒนธรรม อย่างไรก็ตามพระคัมภีร์นั้นยังคงมีลักษณะเหมือนกับข้อเขียนของมนุษย์ด้วย เนื่องจากพระเจ้าทรงเขียนขึ้นโดยผ่านทางมนุษย์ที่พระองค์ทรงเลือก ดังนั้นเราจำเป็นต้องเข้าใจธรรมชาติของพระคัมภีร์เพื่อการตีความของเราจะได้สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น

แม้ว่าพระวิญญาณจะทรงนำเราในการอ่านและในการตีความพระคัมภีร์ก็ตาม แต่ไม่ได้หมายความว่าเราไม่จำเป็นต้องศึกษาพระคัมภีร์แต่อย่างใด การที่พระเจ้าทรงตรัสโดยผ่านมนุษย์ซึ่งเป็นผู้เขียนนั้น เราจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องศึกษาวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีและประวัติศาสตร์ เพื่อที่เราจะได้เข้าใจจุดมุ่งหมายของผู้เขียนที่ต้องการจะสื่อ เหมือนกับคำอุปมาต่างๆที่พบในพระคัมภีร์ หากเราไม่เข้าใจวัฒนธรรมของคนยิวหรือประวัติศาสตร์ของชาวยิวในสมัยนั้นแล้ว คงจะเป็นการยากที่เราจะเข้าใจข้อความในพระคัมภีร์ที่พระเจ้าต้องการจะบอกเราได้ โปรดอ่านต่อฉบับหน้า

โดย  พายุแห่งความเปรมปรีดิ์