หลักเบื้องต้นในการอ่านพระคัมภีร์ (ตอน 2)

หลักการในการอ่านพระคัมภีร์นั้นก็ง่ายๆ อันดับแรกก็คือการที่เราจำเป็นต้องทำความเข้าใจความหมายที่แท้จริงของพระธรรมตอนนั้นๆว่าหมายถึงอะไรในปัจจุบัน นอกจากนี้เรายังต้องดูสถานการณ์แวดล้อมต่างๆด้วย อย่างในพระธรรม 1 ทิโมธี 5:23 ที่อาจารย์เปาโลบอกกับทิโมธีว่า “อย่าดื่มแต่น้ำอีกต่อไป แต่จงใช้เหล้าองุ่นบ้างเล็กน้อย…” ถ้าหากเราไม่ดูสภาพแวดล้อมและตีความตามตัวอักษร อาจจะทำให้เราเข้าใจความหมายของพระธรรมตอนนี้คลาดเคลื่อนไปก็เป็นได้ อันดับต่อมาก็คือการนำพระคำข้อนั้นมาประยุกต์ใช้ในปัจจุบัน
ในการหาความหมายที่แท้จริงของพระธรรมนั้น มี 3 องค์ประกอบที่เราจำเป็นต้องพิจารณาก็คือ เนื้อความ ผู้อ่าน (ตัวเราเอง) และตัวผู้เขียน เราจำเป็นต้องย้อนกลับไปดูวัตถุประสงค์ของผู้เขียน และดูว่าเวลานั้นผู้เขียนต้องการจะสื่อความหมายอะไรให้กับคนอ่านในช่วงเวลานั้น เพราะในปัจจุบันอาจจะมีคนตีความพระธรรมข้อนั้นๆไปต่างๆนานา แต่การกลับไปดูความตั้งใจของผู้เขียนที่ต้องการจะสื่อในช่วงเวลานั้นจะทำให้เราสามารถเข้าใจถึงความหมายที่ถูกต้องได้

นอกจากนี้การอ่านแค่เพียงข้อใดข้อหนึ่งและนำไปตีความก็มีโอกาสมากที่จะเข้าใจความหมายแบบผิดๆได้ด้วย ตัวอย่างเช่นในพระธรรมยอห์น 20:23 ที่พระเยซูตรัสว่า “ถ้าท่านจะยกความผิดบาปของผู้ใด ความผิดบาปนั้นก็จะถูกยกเสีย และถ้าท่านจะให้ความผิดบาปติดอยู่กับผู้ใด ความผิดบาปก็จะติดอยู่กับผู้นั้น” ถ้าเราตีความเฉพาะข้อนี้ก็จะหมายถึงคริสเตียนนั้นมีสิทธิเท่าเทียมกับพระเจ้า สามารถที่จะยกโทษหรือไม่ยกโทษบาปได้ เราแน่ใจแล้วหรือว่านี่คือความหมายที่พระเยซูบอกเราจริงๆ? หรือในพระธรรมเอเฟซัส 5:18 ที่บอกว่า “และอย่าเมาเหล้าองุ่นซึ่งจะทำให้เสียคน แต่จงประกอบด้วยพระวิญญาณ” ในปัจจุบันอาจจะหมายถึงเหล้าหรือเบียร์ หรือยาเสพติดอื่นๆก็เป็นได้ ซึ่งเป็นความหมายที่ใกล้เคียงกับเหล้าองุ่นในยุคของอาจารย์เปาโล จำไว้ว่าการตีความหมายพระคัมภีร์ในปัจจุบันนั้นจะต้องมีความหมายที่ใกล้เคียงกับความหมายเดิมให้มากที่สุด และแม้ว่าความหมายดั้งเดิมที่ผู้เขียนต้องการจะสื่อนั้นอาจจะมีเพียงความหมายเดียว แต่สำหรับการนำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันนั้นอาจจะมีได้หลากหลาย อย่างไรก็ตามเราต้องใช้ความระมัดระวังอย่างยิ่งในการนำมาใช้ในชีวิตประจำวัน สิ่งสำคัญก็คือการอ่าน อ่านแล้วอ่านอีก อ่านด้วยใจที่เปิดกว้าง แล้วเราจะรู้ว่าควรจะนำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างไร

ลักษณะการเขียนของพระคัมภีร์นั้นก็มีหลากหลายรูปแบบ เราจึงจำเป็นต้องเข้าใจถึงรูปแบบการเขียนต่างๆในพระคัมภีร์ด้วย รูปแบบแรกที่พบได้มากที่สุดก็คือการเขียนแบบบรรยายโวหาร หนังสือแต่ละเล่มย่อมต้องมีใจความหลัก (Main Idea) ที่ผู้เขียนต้องการจะสื่อ และเนื้อหาในแต่ละส่วนก็จะขยายความใจความหลักนั้นๆ พระคัมภีร์ก็เช่นเดียวกัน เช่น เรื่องของดาวิดกับโกลิอัสนั้นเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวของกษัตริย์ดาวิด กษัตริย์ดาวิดก็เป็นเพียงหนึ่งในเรื่องราวของชนชาติอิสราเอล เรื่องราวของชนชาติของอิสราเอลก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งในพระคัมภีร์ ซึ่งใจความหลักของพระคัมภีร์ก็คือแผนการของพระเจ้าในการไถ่มนุษย์ให้รอดจากบาปนั่นเอง

รูปแบบต่อไปที่เราพบในพระคัมภีร์ก็คือจดหมายฝาก ลักษณะจดหมายก็เหมือนกับจดหมายในปัจจุบัน นั่นก็คือมีการระบุผู้เขียน เรื่องที่ต้องการจะเขียน ผู้ที่ต้องการจะเขียนถึง เนื้อความของจดหมายและคำลงท้าย สิ่งสำคัญในการอ่านจดหมายฝากก็คือเราจำเป็นต้องรู้ว่าผู้เขียนมีเหตุผลอะไรในการเขียนจดหมายนี้ขึ้น สำหรับการอ่านนั้นก็เหมือนกับการอ่านจดหมายทั่วไป นั่นคือเราต้องอ่านเนื้อหาของจดหมายทั้งหมดให้จบก่อน จากนั้นจึงค่อยมาอ่านเฉพาะส่วนที่เราต้องการศึกษา จำไว้ว่าเราควรให้ความสำคัญกับรายละเอียดต่างๆที่เราอ่าน แล้วควรอ่านด้วยการใคร่ครวญแล้วใคร่ครวญอีกหลายๆรอบ

ลักษณะอีกแบบหนึ่งที่เราพบก็คือเรื่องอุปมาอุปมัย ซึ่งเป็นสิ่งที่พระเยซูมักใช้เมื่อพระองค์ต้องการตรัสถึงเรื่องใดเรื่องหนึ่ง การอ่านในลักษณะนี้นั้นเราจำเป็นต้องหาใจความหลักของเรื่องให้ได้ เรื่องอุปมาอุปมัยนั้นไม่ใช่เรื่องราวของปริศนาที่มีการซ่อนความหมายแฝงต่างๆเอาไว้ตามส่วนต่างๆของเรื่อง แต่เป็นรูปแบบหนึ่งในการสื่อสารเพื่อให้ผู้ฟังสามารถรับรู้และเห็นภาพของเรื่องราวที่ต้องการจะสื่อได้มากขึ้น สิ่งสำคัญคือเราต้องหาเหตุผลให้ได้ว่าทำไมถึงได้มีการพูดเรื่องอุปมาอุปมัยขึ้นในเหตุการณ์ตอนนั้น เพราะนั่นจะทำให้เราได้ทราบถึงความหมายที่แท้จริง

รูปแบบต่อไปที่เราเห็นได้ในพระคัมภีร์ก็คือหนังสือแห่งสติปัญญา เช่น พระธรรมสุภาษิต ปัญญาจารย์ โยบ หรือบางส่วนของพระธรรมสดุดีและบทเพลงซาโลมอน เป็นต้น เรามักจะพบว่าคนส่วนใหญ่มักจะอ่านและตีความพระธรรมเหล่านี้เฉพาะบางตอนหรือบางข้อจนลืมนึกถึงเนื้อหาทั้งหมดที่ผู้เขียนต้องการจะสื่อถึง โดยเฉพาะพระธรรมปัญญาจารย์ที่เราควรใช้ความระมัดระวังอย่างมากในการอ่าน เพราะปัญญาจารย์ไม่ใช่กฎหมาย ไม่ใช่การพยากรณ์หรือพระสัญญาต่างๆของพระเจ้า แต่ส่วนใหญ่จะเป็นข้อแนะนำหรือหลักการในการดำเนินชีวิตประจำวัน พระธรรมนี้จะกล่าวถึงความจริงต่างๆที่เราพบเห็นได้โดยทั่วๆไป ดังนั้นการที่เรายึดถือข้อใดข้อหนึ่งเหมือนกับเป็นพระสัญญาของพระเจ้านั้นอาจจะไม่ถูกต้องนัก

รูปแบบต่อไปที่พบได้ในการอ่านพระคัมภีร์ก็คือการเขียนในลักษณะของการกล่าวเกินจริง ทั้งนี้ก็เพื่อให้เราได้เห็นภาพชัดขึ้น เข้าใจได้ง่ายขึ้น เช่นในมัทธิว 23:24 ที่บอกว่า “โอ คนนำทางตาบอด เจ้ากรองลูกน้ำออกแต่กลืนตัวอูฐเข้าไป” การอ่านในรูปแบบนี้บางครั้งเราต้องระมัดระวังให้มากเพราะอาจจะทำให้เกิดความเข้าใจผิดได้ เช่น มาระโก 9:23 “…ใครเชื่อก็ทำได้ทุกสิ่ง” ในพระคัมภีร์ได้บอกเราว่า ถ้าหากเรามีความเชื่อ แม้แต่ภูเขาก็สามารถเคลื่อนที่ได้ อย่างไรก็ตามโดยความเชื่อเราก็ไม่สามารถทำได้ทุกสิ่ง เพราะบางสิ่งนั้นขัดกับน้ำพระทัยพระเจ้า แม้ว่าเราจะมีความเชื่อมากเท่าใดก็ตาม สิ่งนั้นก็ไม่อาจจะเกิดขึ้นได้

รูปแบบสุดท้ายที่จะกล่าวในที่นี้ก็คือการเขียนที่อยู่ในรูปของบทกวี การเขียนในรูปแบบนี้ส่วนใหญ่จะเน้นที่อารมณ์มากกว่าความจริงและมีถ้อยคำสละสลวยเพื่อให้สามารถจำได้ง่าย รูปแบบในการเขียนบทกวีนี้ก็มีหลายแบบ เช่น การเขียนที่ใช้คำที่มีความหมายคล้ายๆกัน เหมือนกับในมัทธิว 7:7-8 “จงขอแล้วจะได้ จงหาแล้วจะพบ จงเคาะแล้วจะเปิดให้แก่ท่าน” เราจะเห็นถึงขั้นตอน 3 ขั้นตอนหรือรูปแบบต่างๆของการอธิษฐาน แต่ใจความหลักก็คือการที่พระเจ้าทรงตอบคำอธิษฐานของเรานั่นเอง หรือรูปแบบของการใช้ประโยคที่มีความหมายตรงกันข้ามกับประโยคก่อนหน้า ซึ่งเป็นรูปแบบที่เราสามารถพบได้บ่อยๆในพระคัมภีร์ เช่นในสดุดี 37:21 “คนอธรรมขอยืม และไม่จ่ายคืน แต่คนชอบธรรมนั้นใจกว้างขวางและแจกจ่าย” แม้ว่าจะมีรูปแบบที่หลากหลายในการเขียนบทกวี แต่ประเด็นหลักที่ผู้เขียนต้องการจะสื่อนั้นยังคงเดิม การเข้าใจรูปแบบต่างๆของบทกวีจะช่วยให้เราอ่านพระคัมภีร์ได้เข้าใจมากยิ่งขึ้น

 สิ่งสำคัญในการอ่านพระคัมภีร์นั้นไม่ได้อยู่ที่การรู้หลักการอ่านพระคัมภีร์มากหรือน้อยเพียงใด แต่อยู่ที่การลงมือปฏิบัติหรือการลงมืออ่านพระคัมภีร์มากกว่า และแม้ว่าเราจะสามารถอ่านและเข้าใจพระคัมภีร์ได้เป็นอย่างดีก็ตาม แต่หากไม่มีการนำไปใช้หรือนำไปปฏิบัติก็เปล่าประโยชน์ ให้เราเริ่มต้นตั้งแต่วันนี้ที่จะเป็นทั้งนักอ่านที่ดีและผู้ปฏิบัติที่เยี่ยมยอดด้วย แล้วเราจะรู้ว่าพระพรของผู้ที่กระทำตามพระคำของพระองค์นั้นมีมากเพียงใด

โดย  พายุแห่งความเปรมปรีดิ์