กระจกเงา

วันนี้เราได้ส่องกระจกบ้างหรือยัง? แน่นอนก่อนออกจากบ้านทุกคนคงจะได้มีโอกาสส่องกระจกอย่างน้อยหนึ่งครั้ง บางคนนั้นวันหนึ่งๆอาจจะส่องกระจกเป็นสิบๆครั้งก็มี แล้วเราส่องกระจกเพื่ออะไร? บางครั้งเราก็ส่องเพื่อตรวจสอบดูว่ามีรอยเปื้อนตรงไหนบ้าง บางครั้งก็เป็นการส่องเพื่อตรวจสอบดูความเรียบร้อย เพื่อให้แน่ใจว่าเราพร้อมจริงๆก่อนที่จะก้าวเท้าออกจากบ้าน ถ้าจะถามว่าเมื่อเราส่องกระจก เราแต่ละคนมองเห็นตัวเองอย่างไร? บางคนอาจจะมองเห็นความหล่อหรือความสวยของตัวเอง บางคนอาจจะมองลึกลงไปมากกว่านั้น บางคนเห็นว่าตนเองนั้นเป็นคนดี เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เป็นที่รักของเพื่อนฝูง ในขณะที่บางคนก็มองตรงกันข้าม เมื่อมองตัวเองทีไรกลับรู้สึกหดหู่ รู้สึกไม่พอใจในความเป็นตัวของตัวเอง บางคนถึงขนาดมองไม่เห็นคุณค่าของตนเอง คิดว่าตนเองนั้นไร้ค่าและไม่น่าที่จะเกิดมาอยู่บนโลกนี้เลย
ไม่ว่าเราจะมองตัวเราเองอย่างไร เราเคยถามตัวเองบ้างไหมว่า แล้วคนอื่นๆเมื่อมองดูเราในกระจกแล้วเขาเห็นเราเป็นอย่างไร? เขาเห็นอย่างที่เรามองเห็นตัวเราเองหรือไม่? เพื่อนบางคนอาจจะมองเห็นเราเหมือนกับที่เราเห็นตัวเราเองในกระจก ในขณะที่บางคนไม่เป็นอย่างนั้น ส่วนใหญ่เรามักจะมองเข้าข้างตนเอง เรามักจะมองว่าตนเองนั้นดีกว่าที่ควรจะเป็นเสมอ ดังนั้นผู้คนรอบๆข้างเราจะเป็นกระจกที่ดีที่จะคอยสะท้อนตัวเราให้รู้ว่าแท้จริงแล้วเราเป็นอย่างไร และคนเหล่านั้นมีความคิดเห็นต่อตัวเราอย่างไร

ไม่ว่าเราจะมองตัวเองอย่างไร หรือคนอื่นนั้นจะมองเห็นเราเป็นแบบไหนก็ไม่สำคัญ สิ่งสำคัญที่เราควรจะถามตัวเองก็คือ พระเยซูทรงมองเห็นเราเป็นอย่างไรต่างหาก เพราะพระองค์ทรงรู้จักเราดี และนี่แหละคือการมองดูตัวเองที่ถูกต้อง นี่แหละคือการที่เราจะได้รู้จักตัวเราเองอย่างแท้จริงเมื่อเรามองดูตัวเองด้วยสายตาแบบพระเยซู แล้วพระเยซูทรงมองเห็นเราเป็นอย่างไร?

เมื่อเรามาเชื่อในพระเยซู ฐานะของเราได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง จากที่เราเคยเป็นศัตรูกับพระองค์ จากที่เราอยู่คนละฝั่งกับพระเจ้า บัดนี้พระเยซูทรงมองดูเราเหมือนเป็นบุตรคนหนึ่งของพระเจ้า เพราะใน ยอห์น 1:12 บอกเราว่า “แต่ส่วนบรรดาผู้ที่ต้อนรับพระองค์ ผู้ที่เชื่อในพระนามของพระองค์ พระองค์ก็ทรงประทานสิทธิให้เป็นบุตรของพระเจ้า” และด้วยเหตุนี้เราจึงสามารถเรียกพระเจ้าว่าพระบิดาได้ และคงจะไม่มีใครได้รับสิทธิพิเศษนี้เหมือนกับเราผู้เชื่อทุกคนที่มีพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่เป็นพ่อ “เหตุว่าท่านไม่ได้รับน้ำใจทาสซึ่งทำให้ตกในความกลัวอีก แต่ท่านได้รับพระวิญญาณผู้ทรงให้เป็นบุตรของพระเจ้า ให้เราทั้งหลายร้องเรียกพระเจ้าว่า “อับบา” คือพระบิดา” โรม 8:15 ดังนั้นเราจึงมีสิทธิในมรดกของพระเจ้าด้วย เพราะเราเป็นทายาทคนหนึ่งของพระองค์ “และถ้าเราทั้งหลายเป็นบุตรแล้ว เราก็เป็นทายาท คือเป็นทายาทของพระเจ้า และเป็นทายาทร่วมกับพระคริสต์ เมื่อเราทั้งหลายทนทุกข์ทรมานด้วยกันกับพระองค์นั้น ก็เพื่อเราทั้งหลายจะได้ศักดิ์ศรีด้วยกันกับพระองค์” โรม 8:17

นอกจากนี้ร่างกายเรายังได้รับเกียรติให้เป็นพระวิหารของพระเจ้า เป็นที่ทรงสถิตของพระวิญญาณบริสุทธิ์ “ท่านไม่รู้หรือว่า ร่างกายของท่านเป็นวิหารของพระวิญญาณบริสุทธิ์ซึ่งสถิตอยู่ในท่าน ซึ่งท่านได้รับจากพระเจ้า” 1 โครินธิ์ 6:19 เราไม่ใช่คนเดิมอีกต่อไปในสายตาของพระองค์ เพราะเราถูกสร้างใหม่ เราเป็นคนใหม่แล้วโดยพระคุณของพระเจ้า “เหตุฉะนั้นถ้าผู้ใดอยู่ในพระคริสต์ ผู้นั้นก็เป็นคนที่ถูกสร้างใหม่แล้ว สิ่งสารพัดที่เก่าๆก็ล่วงไป นี่แนะกลายเป็นสิ่งใหม่ทั้งนั้น” 2 โครินธ์ 5:17 เราเป็นคนที่มีคุณค่ามากในสายพระเนตรของพระเจ้า เราเป็นสุดที่รักของพระองค์ เป็นแก้วตาดวงใจของพระเจ้า “ดูก่อนพี่น้องทั้งหลาย ผู้เป็นที่รักของพระเจ้า…” 1 เธสะโลนิกา 1:4 “เหตุฉะนั้นในฐานะที่เป็นพวกซึ่งพระเจ้าทรงเลือกไว้ เป็นพวกที่บริสุทธิ์และเป็นพวกที่ทรงรัก…” โคโลสี 3:12 ไม่เพียงเท่านี้ พระเจ้ายังทรงยกโทษบาปผิดต่างๆทั้งสิ้นของเรา หนี้บาปที่เราต้องชดใช้พระองค์ทรงยกให้และไม่ทรงถือโทษเลย “ในพระบุตรเราจึงได้รับการไถ่ ซึ่งเป็นการทรงโปรดยกบาปทั้งหลายของเรา” โคโลสี 1:14

วันนี้ไม่ว่าคนอื่นจะมองเราอย่างไร หรือเราจะมองดูตัวเราเป็นแบบไหนนั้นก็ไม่สำคัญ ให้เราลองสำรวจดูว่าเราได้มองดูตัวเราเองในแบบที่ทรงพระเยซูหรือไม่ ถ้าคำตอบคือไม่ ให้เราลองเปลี่ยนมุมมองของเราเสียตั้งแต่วันนี้ เพราะนี่คือตัวตนของเราที่แท้จริง วันนี้เราเป็นแบบที่พระเยซูทรงมองเราแล้วหรือยัง?

โดย  พายุแห่งความเปรมปรีดิ์