กล้าขอสิ่งที่ยิ่งใหญ่

เราเคยอธิษฐานขออะไรใหญ่ๆจากพระเจ้าหรือไม่? หลายครั้งเมื่อเราประสบปัญหา หลายครั้งเมื่อเราเดินมาถึงทางตัน หลายครั้งเมื่อเราต้องเผชิญกับสิ่งที่เกินกำลังที่เราจะควบคุมได้ เราทำอย่างไร? ขอบคุณพระเจ้าที่หลายคนตอบว่าอธิษฐานต่อพระเจ้าและฝากทุกสิ่งไว้กับพระองค์ แต่ในความเป็นจริงเราได้ฝากไว้กับพระองค์จริงๆหรือไม่? การฝากไว้กับพระองค์ไม่ได้หมายความว่าปล่อยให้เป็นไปตามยถากรรม ถ้าอะไรจะเกิดขึ้นก็ถือว่านั่นเป็นน้ำพระทัยพระเจ้า เราต้องอธิษฐานและฝากไว้กับพระองค์ด้วยความมั่นใจ ด้วยความเชื่อ และด้วยความคาดหวังที่พระเจ้าจะทรงอวยพรเรา
แล้วเราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าสิ่งที่เราขอนั้นพระเจ้าสามารถทำได้? เมื่อเราไปสมัครงาน โดยปกติเราต้องแนบประวัติการทำงานของเราเพื่อแสดงให้รู้ว่าเราได้ผ่านงานอะไรมาบ้าง และเราสามารถทำอะไรได้บ้าง เช่นเดียวกัน หากเราต้องการความมั่นใจว่าพระเจ้าของเราสามารถทำได้ในสิ่งที่เราขอหรือไม่ เราก็ต้องย้อนกลับไปดูประวัติการทำงานของพระองค์ในอดีตที่ผ่านมา แม้ว่าสิ่งนี้จะไม่จำเป็นก็ตาม “เพราะว่าไม่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดซึ่งพระเจ้าทรงกระทำไม่ได้” ลูกา 1:37 

แต่บางครั้งการย้อนกลับไปดูก็เพื่อประโยชน์ของเราเอง เพื่อหนุนใจเราว่าพระองค์ทรงช่วยประชากรของพระองค์ในอดีตอย่างไร พระองค์ก็จะทรงช่วยประชากรของพระองค์ในปัจจุบันด้วยเช่นเดียวกัน “เพราะมีประชาชาติใหญ่ชาติใดเล่าซึ่งมีพระเจ้าอยู่ใกล้ตน อย่างกับพระเยโฮวาห์พระเจ้าของพวกเราทรงอยู่ใกล้เรา ในเมื่อเราร้องทูลต่อพระองค์” เฉลยธรรมบัญญัติ 4:7

งานที่ใหญ่และยากสำหรับความคิดของมนุษย์อย่างหนึ่งก็คือการปลดปล่อยประชาชาติหนึ่งให้เป็นอิสระจากการเป็นทาส การช่วยเหลือของพระองค์มักจะไม่เหมือนกับที่มนุษย์คาดหวัง “ดังที่มีเขียนไว้ในพระคัมภีร์ว่า สิ่งที่ตาไม่เห็น หูไม่ได้ยิน และสิ่งที่มนุษย์คิดไม่ถึง คือสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงจัดเตรียมไว้สำหรับคนที่รักพระองค์” 1 โครินธ์ 2:9 เราเชื่อว่าคนอิสราเอลในสมัยเมื่อเขาร้องทูลขอพระเจ้า เขาคงจะคาดหวังให้พระองค์ทรงส่งอัศวินขี่ม้าขาวนำกองทัพมาต่อสู้กับอียิปต์และปลดปล่อยพวกเขาเป็นอิสระ หลายๆคนอาจจะคาดหวังให้พระเจ้าตอบคำอธิษฐานตามประสบการณ์หรือตามความคิดของเขา แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่พระเจ้าทรงกระทำ พระเจ้าไม่ได้ทรงนำแม่ทัพผู้เชี่ยวชาญในสงครามมาช่วยอิสราเอล แต่พระองค์ทรงเรียกโมเสส ชายผู้ซึ่งกำลังเลี้ยงแพะและแกะให้พ่อตาของเขา พระองค์ไม่ได้ทรงเรียกชายหนุ่มผู้มีกำลังเข้มแข็ง แต่ทรงเรียกโมเสสซึ่งในเวลานั้นมีอายุถึงแปดสิบปีให้เป็นผู้ช่วยอิสราเอล ถ้าหากเราเป็นคนอิสราเอลในเวลานั้นเราจะรู้สึกอย่างไร เมื่อมีคนแก่อายุแปดสิบมาบอกว่าพระเจ้าทรงใช้เขาให้มาปลดปล่อยคนอิสราเอล? เราจะเชื่อหรือไม่ว่านี่เป็นความจริง หรือเราจะคิดว่าคนแก่คนนี้คงจะเสียสติเป็นแน่

เราได้เห็นสิ่งที่พระเจ้าทรงกระทำเพื่อคนอิสราเอล ไม่เพียงแต่ฟาโรห์ยอมปล่อยคนอิสราเอลเท่านั้น แต่คนอียิปต์ยังได้ให้ทรัพย์สินเงินทองแก่คนอิสราเอลด้วย ทั้งนี้เนื่องจาก “พระองค์ผู้ทรงฤทธิ์กระทำสารพัดมากยิ่งกว่าที่เราจะทูลขอหรือคิดได้ ตามฤทธิ์เดชที่ประกอบกิจอยู่ภายในตัวเรา” เอเฟซัส 3:20 นอกจากนี้พระองค์ยังทรงแยกทะเลแดงเพื่อให้คนอิสราเอลสามารถข้ามไปได้ และทรงกำจัดกองทัพอียิปต์ที่กำลังไล่ตามมาโดยที่คนอิสราเอลไม่ต้องออกแรงแม้แต่นิดเดียว พระองค์ไม่เพียงแต่ปลดปล่อยประชากรของพระองค์จากการเป็นทาสเท่านั้น พระองค์ยังทรงเลี้ยงดูพวกเขาด้วยมานา ทรงประทานเนื้อให้กิน ประทานน้ำจากหินให้ดื่ม และที่สำคัญพระองค์ยังทรงประทานแผ่นดินที่มีน้ำผึ้งและน้ำนมไหลบริบูรณ์ให้พวกเขาเป็นมรดก ทั้งหมดนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้นที่พระเจ้าทรงตอบคำอธิษฐาน เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่พระเจ้าทรงกระทำต่อประชากรของพระองค์ และพระองค์จะทรงกระทำมากกว่านี้อีก เพียงแค่เราทูลขอต่อพระองค์

แล้วทำไมที่ผ่านมาเราถึงไม่เคยมีประสบการณ์ที่พระเจ้าทรงตอบคำอธิษฐานที่ยิ่งใหญ่แบบนี้เหมือนคนอิสราเอลเล่า? ทั้งนี้ก็เนื่องจากตัวเราเอง ในพระธรรมยากอบ 4:2 บอกว่า “ท่านไม่มีเพราะท่านไม่ได้ขอ” อาจจะกล่าวได้อีกอย่างว่าที่เราได้น้อยเพราะเราขอน้อย ถ้าเรากล้าขอสิ่งที่ยิ่งใหญ่ต่อพระเจ้า พระองค์ก็จะทรงประทานให้เราด้วยเช่นกัน

อาจารย์จอย คิม มิชชันนารีชาวเกาหลี ซึ่งได้ก่อตั้งคณะนักร้องประสานเสียงมีรัลมิชชันนารีกรุงเทพขึ้น ซึ่งคณะนักร้องนี้จะมีการซ้อมเพลงทุกๆวันจันทร์ อย่างไรก็ตามในตอนแรกนั้นมีรัลไม่มีสถานที่จะซ้อมเพลง การซ้อมเพลงจะอาศัยสถานที่จากคริสตจักรต่างๆ หากวันจันทร์ไหนคริสตจักรนั้นต้องการใช้สถานที่ ก็จะต้องทำการย้ายสถานที่ซ้อมเพลงไปเรื่อยๆ ซึ่งทำให้การซ้อมเพลงเป็นไปด้วยความยากลำบากเนื่องจากไม่มีสถานที่ซ้อมเป็นหลักแหล่ง และการเก็บอุปกรณ์ต่างๆก็ทำได้ยาก วันหนึ่งขณะที่อาจารย์จอยได้ขับรถผ่านอาคารยูบีซี บริเวณสุขุมวิท 33 อาจารย์จอยรู้สึกว่าบริเวณนี้เหมาะที่จะเป็นที่ซ้อมเพลงของคณะมีรัล เนื่องจากอยู่ใจกลางเมืองและใกล้รถไฟฟ้า ทุกๆคนสามารถเดินทางไปมาได้สะดวก

อาจารย์จอยจึงได้อธิษฐานขอต่อพระเจ้าที่จะทรงประทานสถานที่ซ้อมเพลงให้ แม้ว่าในเวลานั้นอาจารย์เองก็ไม่รู้ว่าจะเป็นไปได้อย่างไร เพราะโดยกำลังเงินเดือนของมิชชันนารีนั้นไม่มีทางที่จะซื้อหรือเช่าสถานที่บริเวณนั้นได้เลย แต่ด้วยพระคุณของพระเจ้า ในที่สุดพระองค์ก็ทรงตอบคำอธิษฐาน อาจารย์ได้พบกับร้านอาหารเกาหลีในซอยสุขุมวิท 33 ร้านหนึ่งซึ่งเจ้าของเป็นคริสเตียน อาจารย์จึงเข้าไปคุยและพบว่าชั้นบนของร้านอาหารนั้นไม่ได้ทำอะไร ดังนั้นจึงได้ขอเช่าชั้นบนของร้านอาหารเป็นสถานที่ซ้อมเพลง ส่งผลให้คณะนักร้องมีลัลสามารถมีสถานที่ซ้อมเพลง และพระเจ้าก็ทรงอวยพรคณะนักร้องนี้ให้มีสมาชิกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆจนมีกว่า 60 คนในปัจจุบัน

พระเจ้าตรัสว่า “จงทูลเรา และเราจะตอบเจ้า และจะบอกสิ่งที่ยิ่งใหญ่และที่ซ่อนอยู่ ซึ่งเจ้าไม่รู้นั้นให้แก่เจ้า” เยเรมีย์ 33:3 พระองค์ทรงสัญญาว่าจะตอบเราเพียงแค่เราทูลขอต่อพระองค์เท่านั้น และเมื่อเราทูลขอ เราต้องทูลขอด้วยความเชื่อ ถ้ามีความเชื่อ เราก็จะได้ “เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า เพียงท่านจะมีความเชื่อและมิได้สงสัย… สิ่งสารพัดซึ่งท่านอธิษฐานขอโดยความเชื่อ ท่านจะได้” มัทธิว 21:21-22 อย่างไรก็ตามเราต้องไวในการฟังคำตอบของพระองค์ด้วย หลายครั้งเรามักจะคิดว่าคำตอบของพระองค์จะต้องมาอย่างยิ่งใหญ่ หลายครั้งเราต้องการให้พระองค์ทรงตอบคำอธิษฐานของเราโดยผ่านทางหมายสำคัญและการอัศจรรย์ และหลายครั้งพระองค์ก็ทรงตอบเราด้วยความอัศจรรย์ แต่น่าเสียดายที่บางครั้งเราอาจจะไม่รู้ว่าพระองค์ทรงทำหมายสำคัญแล้ว เพราะเรามักจะจำกัดพระองค์ เรามักชอบให้พระองค์ทรงทำการอัศจรรย์หรือตอบตามแบบที่เราคิดหรือคาดหมายเอาไว้ เหมือนกับกษัตริย์เฮโรด เมื่อปิลาตได้ส่งพระเยซูมาให้กษัตริย์เฮโรดไต่สวน พระคัมภีร์ได้บันทึกว่า “เมื่อเฮโรดได้เห็นพระเยซูก็มีความยินดีมาก ด้วยนานมาแล้ว ท่านอยากจะพบพระองค์เพราะได้ยินถึงพระองค์ และหวังว่าคงจะได้เห็นพระองค์ทำหมายสำคัญบ้าง” ลูกา 23:8 ในเวลานั้นเฮโรดคงจะมีเรื่องทูลขอพระเยซูมากมาย เฮโรดอาจจะขอให้พระเยซูลองเปลี่ยนน้ำให้กลายเป็นเหล้าองุ่น หรืออยากจะเห็นพระองค์เดินบนน้ำ หรืออยากเห็นการอัศจรรย์ในการรักษาโรคของพระองค์ พระคัมภีร์ได้บันทึกต่อไปว่า “ท่านจึงซักถามพระองค์เป็นหลายข้อ แต่พระองค์ทรงหาตอบประการใดไม่” ลูกา 23:9 เฮโรดทูลขอหมายสำคัญและการอัศจรรย์จากพระเยซู แต่พระเยซูไม่ได้พูดอะไรสักคำ อย่างไรก็ตามการไม่พูดของพระองค์หรือการที่พระองค์ทรงนิ่งเงียบเมื่อเราอธิษฐานต่อพระองค์ไม่ได้หมายความว่าพระองค์ไม่ทรงฟังคำทูลขอเรา บางครั้งพระองค์อาจจะตอบคำอธิษฐานของเราแล้วก็ได้ เพียงแต่เราไม่รู้ตัวแค่นั้นเอง เหมือนกับกษัตริย์เฮโรด แม้ว่าพระองค์จะไม่ได้ตรัสอะไรแต่พระเยซูก็ทรงทำหมายสำคัญและการอัศจรรย์ให้กษัตริย์เฮโรดได้เห็น นั่นก็คือการให้ศัตรูได้คืนดีกัน “ฝ่ายปิลาตกับเฮโรดคืนดีกันในวันนั้น ด้วยแต่ก่อนเป็นศัตรูกัน” ลูกา 23:12 ซึ่งสิ่งนี้ดีและประเสริฐกว่าการเห็นพระเยซูทรงดำเนินบนทะเล หรือเปลี่ยนน้ำให้เป็นเหล่าองุ่นมากนัก ดังนั้นให้เราไวในการฟังพระสุรเสียงของพระองค์ เพราะไม่แน่ว่าคำอธิษฐานของเรานั้นพระองค์อาจจะตอบเราแล้วก็ได้

 ”ก่อนที่เขาร้องเรียก เราจะตอบ ขณะที่เขายังพูดอยู่ เราจะฟัง” อิสยาห์ 65:24

โดย  พายุแห่งความเปรมปรีดิ์