เพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลก จนได้ทรงประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ เพื่อทุกคนที่วางใจในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศ แต่มีชีวิตนิรันดร์
 

 

คำอธิษฐานของกษัตริย์อาสา

มีคนเคยบอกว่าชีวิตก็เหมือนกับท้องฟ้า  ในยามที่มีสุขท้องฟ้าก็แจ่มใส  ทุกอย่างล้วนมีแต่ความชื่นบาน แต่ในยามที่ต้องเผชิญกับปัญหา  ในยามที่สถาการณ์ต่างๆนั้นเกินกว่าที่เราจะควบคุมได้  ท้องฟ้าที่แจ่มใสนั้นก็กลับมีเมฆครึ้ม  ความมืดได้เข้าครอบงำ  ความสว่างต่างๆได้หายไปสิ้น  บางคนอาจจะอาจจะได้แต่ปลอบโยนตนเองว่าอีกไม่นานพายุก็จะหายไป  ท้องฟ้าก็จะแจ่มใสอีกครั้ง แล้วเราในฐานะที่เป็นคริสเตียน เราตอบสนองต่อสถานการณ์ที่ยากลำบากนี้อย่างไร 

หากเอ่ยชื่อกษัตริย์อาสา  หลายคนอาจจะไม่คุ้นชื่อ หลายคนอาจจะไม่รู้จักกับกษัตริย์องค์นี้เลย  แต่ถ้าหากเราได้ศึกษาถึงเรื่องราวของกษัตริย์องค์นี้แล้ว เราจะพบว่าชีวิตของเขานั้นสามารถนำมาเป็นบทเรียนสอนใจเราได้เป็นอย่างดี

เรารู้ว่าชนชาติอิสราเอลนั้นเป็นชนชาติที่พระเจ้าทรงเลือกสรรให้เป็นประชากรของพระองค์  พระเจ้าทรงปกป้องพิทักษ์รักษาชนชาตินี้มาโดยตลอด  ไม่มีประชาชาติใดในโลกที่ถูกปกครองโดยพระเจ้าเหมือนอิสราเอล  อย่างไรก็ตามอิสราเอลกลับแสวงหาการปกครองจากมนุษย์  เขาต้องการให้มีกษัตริย์ปกครองเหมือนกับประเทศเพื่อนบ้านรอบๆเขา   เหมือนดังใน  1ซามูเอล 8:5-7  ประชาชนชาวอิสราเอลได้พูกกับซามูเอลว่า “ "ดูเถิด ท่านชราแล้วและบุตรของท่านมิได้ดำเนินในทาง ของท่าน บัดนี้ขอท่านได้กำหนดตั้งพระราชาให้วินิจฉัยพวกเรา อย่างประชาชาติทั้งหลายเถิด"  แต่เมื่อเขาพูดว่า "ขอตั้งพระราชาให้วินิจฉัยเราทั้งหลาย" ก็กระทำให้ซามูเอลไม่พอใจ และซามูเอลได้ทูลอธิษฐานต่อพระเจ้า  และพระเจ้าทรงตอบซามูเอลว่า "จงฟังเสียงประชาชนในเรื่องที่เขาทั้งหลายขอต่อเจ้า เพราะว่าเขามิได้ละทิ้งเจ้า แต่เขาทั้งหลายได้ละทิ้งเราไม่ให้เราเป็นกษัตริย์เหนือเขา”

คำอธิษฐานของกษัตริย์อาสา
แม้ว่าซามูเอลมาเตือนถึงสิ่งต่างๆที่อาจจะเกิดขึ้น  แม้ว่าซามูเอลจะได้บอกถึงผลเสียของการปฏิเสธพระเจ้า  แต่อิสราเอลหาได้ฟังคำตักแตือนเหล่านั้นไม่  และในที่สุดพระเจ้าจึงได้ทรงประทานซาอูลให้เป็นกษัตริย์องค์แรกสำหรับชนชาติอิสราเอล  แต่เนื่องจากซาอูลไม่ได้รักษาทางทั้งสิ้นของพระเจ้า  แต่ได้ทำสิ่งต่างๆตามใจของตนเอง พระเจ้าจึงได้ปลดซาอูลออกและได้แต่งตั้งดาวิดให้เป็นกษัตริย์องค์ต่อมา  ดาวิดเป็นกษัตริย์ที่พระเจ้าทรงอวยพร  เพราะว่าดาวิดให้พระเจ้าหมดทั้งใจ  ดาวิดเป็นกษัตริย์ที่ดำเนินอยู่ในทางของพระเจ้า  ดังนั้นพระพรของพระเจ้าจึงได้ตกมาถึงลูกหลาน  ซาโลมอนเป็นกษัตริย์ที่ครอบครองอิสราเอลต่อจากดาวิด  และพระเจ้าทรงอวยพรให้ซาโลมอนเป็นบุคคลที่ฉลาดที่สุดในโลกนี้  “พระเจ้าตรัสตอบซาโลมอนว่า "เพราะว่าสิ่งนี้อยู่ในจิตใจของเจ้า และเจ้ามิได้ขอทรัพย์สมบัติ ความมั่งคั่ง และเกียรติหรือชีวิตของคนเหล่านั้นผู้เกลียดชังเจ้า และทั้งมิได้ขอชีวิตยืนยาว แต่ได้ขอสติปัญญาและความรู้เพื่อตัวเจ้าเอง เพื่อเจ้าจะครอบครองประชากรของเรา ผู้ซึ่งเราได้ตั้งเจ้าให้เป็นพระราชาเหนือเขานั้น เราประสาทสติปัญญาและความรู้ให้แก่เจ้า เราจะให้ทรัพย์สมบัติ ความมั่งคั่ง และเกียรติแก่เจ้าด้วยอย่างที่ไม่มีพระราชา องค์ใดผู้อยู่ก่อนเจ้าได้มี และไม่มีผู้ใดภายหลังเจ้าจะมีเหมือน"”  2 พงศาวดาร 1:11-12

อย่างไรก็ตามซาโลมอนนั้นได้ติดตามพระเจ้าเฉพาะในช่วงต้นรัชกาลของพระองค์เท่านั้น  แต่ในภายหลังซาโลมอนได้ทอดทิ้งพระเจ้าเสีย  เมื่อซาโลมอนสิ้นพระชนม์  พระเจ้าจึงได้ฉีกอิสราเอลออกเป็น  2  ส่วน  โดยฝ่ายใต้นั้นเรโหโบอัมลูกชายของซาโลมอนเป็นผู้ครอบครอง  เรียกว่า "ยูดาห"์  ซึ่งประกอบด้วยประชาชนจากสองเผ่า  คือเผ่ายูดาห์และเผ่าเบนยามิน  สำหรับฝ่ายเหนือนั้นเยโรโบอัมข้าราชการของซาโลมอนเป็นผู้ครอบครอง  ประกอบด้วยอิสราเอล  10 เผ่า  โดยเขาได้เรียกตนเองว่า "อิสราเอล"

เราพบว่ากษัตริย์ของฝ่ายเหนือนั้นมีทั้งหมด  19 องค์  แต่ไม่มีสักองค์เดียวที่ติดตามพระเจ้าเลย  ในขณะที่กษัตริย์ฝ่ายใต้นั้นมีทั้งหมด  20  องค์  ในจำนวนนี้  8  องค์ได้ติดตามพระเจ้า 

หลังจากเรโหโบอัมลูกชายของซาโลมอนสิ้นพระชนม์  อาบียาห์ลูกชายของเขาก็ขึ้นครองราชย์แทน  และอาบียาห์ก็ยังคงดำเนินอยู่ในความบาปชั่วเหมือนดังบิดาของเขา  เขาไม่ได้หันกลับมาหาพระเจ้า  ดังที่ได้บันทึกไว้ในหนังสือ  1พงศ์กษัตริย์ 15:3 ว่า  “พระองค์ดำเนินตามการบาปทุกอย่าง ซึ่งราชบิดาของพระองค์ได้กระทำต่อพระพักตร์พระองค์ และพระทัยของพระองค์ก็ไม่บริสุทธิ์ต่อพระเยโฮวาห์ พระเจ้าของพระองค์ ดังพระทัยของดาวิดบรรพบุรุษของพระองค์”

เมื่ออาบียาห์สิ้นพระชนม์  อาสาบุตรชายของเขาได้ขึ้นครองราชย์แทน ซึ่งอาสานี้เป็นกษัตริย์องค์แรกของยูดาห์ที่ติดตามพระเจ้าดังกษัตริย์ดาวิดบรรพบุรุษของพระองค์ “อาบียาห์จึงล่วงหลับไปอยู่กับบรรพบุรุษของพระองค์ เขาก็ฝังพระศพไว้ในนครดาวิดและอาสาโอรสของพระองค์ได้ขึ้นครองแทนพระองค์ ในรัชกาลของอาสา แผ่นดินได้สงบอยู่สิบปี  และอาสาทรงกระทำสิ่งที่ดีและชอบในสายพระเนตรพระเยโฮวาห์พระเจ้าของพระองค์  พระองค์ทรงกำจัด แท่นบูชาพระต่างด้าวและปูชนียสถานสูงทั้งหลาย และพังเสาศักดิ์สิทธิ์ลง และได้โค่นอาเช-ราห์เสีย  และทรงบัญชาให้ยูดาห์แสวงหาพระเยโฮวาห์พระเจ้า แห่งบรรพบุรุษของตนและให้รักษาพระธรรมและพระบัญญัติ  พระองค์ทรงกำจัดปูชนียสถานสูงและแท่นเครื่องหอมออกเสียจากหัวเมืองทั้งสิ้นของยูดาห์ด้วย และราชอาณาจักรก็ได้สงบอยู่ภายใต้พระองค์ พระองค์ทรงสร้างหัวเมืองที่มีป้อมในยูดาห์ เพราะแผ่นดินก็สงบ พระองค์มิได้ทำสงครามในปีเหล่านั้น เพราะพระเจ้าทรงประทานการหยุดพักสงบแก่พระองค์  2พงศาวดาร 14:1-6

คำอธิษฐานของกษัตริย์อาสา
เมื่อกษัตริย์อาสาได้ปกครองยูดาห็นั้น เขาได้เริ่มต้นทำในสิ่งที่เป็นน้ำพระทัยพระเจ้า  นั่นก็คือการกำจัดแท่นบูชาของพระต่างด้าว  การกำจัดปูชนีย์สถานสูงทั้งหลาย  การโค่นอาเชราเสีย  นอกจากนี้พระองค์ยังได้บัญชาให้ยูดาห์แสวงหาพระเจ้าและให้รักษาพระธรรมและพระบัญญัติของพระองค์  และเมื่อกษัตริย์อาสาได้ทำในสิ่งที่เป็นน้ำพระทัยพระเจ้า  พระเจ้าก็ให้แผ่นดินพักสงบ

สิ่งที่กษัตริย์อาสาทำถ้าเทียบกับในสมัยนี้ก็เหมือนกับการออกกฏหมายกำจัดบาปผิดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการสั่งทำลายรูปเคารพ การปิดสถานเริงรมย์ต่างๆ การกำจัดการพนันและสิ่งล่อลวงต่างๆ  และนี่คือน้ำพระทัยของพระเจ้าต่อประเทศไทยของเราด้วยเช่นกัน

หากเราลองมองดูตัวเอง สิ่งนี้ก็คือสิ่งที่เราจำเป็นต้องทำเป็นอันดับแรก  นั่นก็คือการสารภาพบาปของเรา  การหันหลังให้กับความบาป  และหันหน้ากลับมาหาพระเจ้า  อยากให้เราลองใคร่ครวญดูว่าวันนี้มีสิ่งใดที่เป็นความบาป  เป็นรูปเคารพของเราหรือไม่  เราได้กำจัดสิ่งเหล่านั้นหรือยัง  เราได้แสวงหาพระเจ้าและปฏิบัติตามพระธรรมและพระบัญญัติของพระองค์หรือไม่?  และเมื่อเราทำในสิ่งที่เป็นน้ำพระทัยพระเจ้า  พระเจ้าก็จะโปรดประทานการพักสงบให้กับชีวิตของเราอย่างแน่นอน

ใน  2  พงศาวดาร 14:7-8  ยังได้บันทึกต่อไปอีกว่า  “และพระองค์ตรัสกับยูดาห์ว่า "ให้เราทั้งหลายสร้างหัวเมืองเหล่านี้ ล้อมด้วยกำแพง หอคอยประตูเมืองและดาล แผ่นดินยังเป็นของเรา เพราะเราได้แสวงหาพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเรา เราได้แสวงหาพระองค์ และพระองค์ได้ทรงประทานการหยุดพักสงบทุกด้าน" เขาทั้งหลายจึงสร้างและจำเริญขึ้น และอาสาทรงมีกองทัพสรรพด้วยโล่ใหญ่และหอกจาก ยูดาห์สามแสนคน และจากเบนยามินซึ่งถือโล่และโก่งธนูสองแสนแปดหมื่นคน ทั้งสิ้นนี้เป็นทแกล้วทหาร”

หากเราลองดูสภาพทั่วไปของกษัตริย์อาสานั้น  เราพบว่าบ้านเมืองนั้นอยู่ในภาวะปกติสุข  และมีเพียบพร้อมทุกๆด้าน  โดยเฉพาะด้านกำลังทหารนั้นยูดาห์ค่อนข้างจะเข็มแข็ง  เนื่องจากมีกองกำลังทหารถึง  580,000 คน  นี่คือจำนวนทหารในภาวะปกติสุข   มีคนเคยบอกว่าประเทศสหรัฐอเมริกาในช่วงภาวะปกติที่ไม่มีสงครามนั้น  อเมริการมีทหารอยู่ประมาณ  700,000  คน  แม้ว่าปัจจุบันเทคโนโลยีจะเจริญก้าวหน้า  จำนวนทหารอาจจะไม่จำเป็นต้องมีมาก เพราะว่าเรามีอาวุธที่ร้ายแรงและทันสมัย  แต่หากเปรียบเทียบแล้ว  อาณาเขตของยูดาห์นั้นเล็กกว่าอเมริการมาก  แต่ยังมีทหารในยามสงบถึง  580,000 คน นับว่าเป็นประเทศที่มีกองกำลังเข็มแข็งประเทศหนึ่ง

แต่แล้ววันหนึ่งเรื่องที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นกับกษัตริย์อาสา  ใน  2  พงศาวดาร 14:9-11  บันทึกไว้ว่า “ เศ-ราห์ชาวเอธิโอเปีย ได้ออกมาต่อสู้กับเขาทั้งหลายด้วยกองทัพคนหนึ่งล้าน และรถรบสามร้อยคันมาถึงเมืองมาเรชาห์  และอาสาทรงยกออกไปปะทะกับเขา และเขาทั้งหลายก็ตั้งแนวรบในหุบเขา เศฟาธาห์ที่มาเรชาห์  และอาสาร้องทูลต่อพระเยโฮวาห์พระเจ้า ของพระองค์ว่า "ข้าแต่พระเจ้าไม่มีผู้ใดช่วยได้อย่างพระองค์ ในการสู้รบกันระหว่างผู้ที่มีกำลังกับผู้ที่ไม่มีกำลัง ข้าแต่พระเยโฮวาห์พระเจ้าของข้าพระองค์ทั้งหลาย ขอทรงช่วยพวกข้าพระองค์ เพราะข้าพระองค์ทั้งหลายพึ่งพระองค์ ข้าพระองค์ทั้งหลายมาต่อสู้กับชน หมู่ใหญ่นี้ในพระนามของพระองค์ ข้าแต่พระเจ้า พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าของข้าพระองค์ทั้งหลาย ขออย่าให้มนุษย์ชนะพระองค์"

ท่ามกลางความสงบสุข  ท่ามกลางการหยุดพักนั้น  วันหนึ่งกษัตริย์อาสาเองก็ต้องพบกับสิ่งที่ไม่คาดฝัน  เขาต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่เกินกำลังตนเองจะควบคุมได้  ปัญหาที่มาแบบไม่ตั้งตัวก็คือการที่กองทัพของชาวเอธิโอเปียจำนวน 1 ล้านคน  ได้ยกมาประชิดกับยูดาห์  ไม่เพียงเท่านี้  ชาวเอธิโอเปียยังได้นำรถรบอีก  300 คัน มาร่วมทำสงครามด้วย  ซึ่งหากเปรียบกับสมัยนี้  รถรบก็คือรถถังในสมัยของเรานั่นเอง  นอกจากนี้ยูดาห์ยังมีกำลังคนก็น้อยกว่ามาก  อาวุธก็ด้อยกว่า  ในสายตามนุษย์นั้นไม่มีทางเลยที่ยูดาห์จะสามารถเอาชนะปัญหานี้ได้ 

เช่นเดียวกันกับชีวิตเรา  หากเราต้องตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ เราจะรับมืออย่างไร  หากสิ่งที่เคยเป็นหลักประกัน  สิ่งที่เคยให้ความมั่นคงกับชีวิตเราต้องสั่นคลอนลง  หากวันนี้เราต้องสูญเสียหน้าที่การงาน  หรือหากเราต้องเผชิญปัญหากับโรคร้าย  หรือต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลต่อาภาวะจิตใจของเรา  เราจะเผชิญหน้ากับปัญหาเหล่านี้ได้อย่างไร 

คำอธิษฐานของกษัตริย์อาสา
กษัตริย์อาสาไม่ได้ขอความช่วยเหลือจากประเทศพันธมิตร ไม่ได้แสวงหาคำปรึกษาจากมนุษย์คนใด  แต่สิ่งที่เขาทำนั่นก็คือคุกเข่าลงอธิษฐานทูลขอความช่วยเหลือต่อพระเจ้า  แม้ว่าพระคัมภีร์จะบันทึกคำอธิษฐานของกษัตริย์อาสาในเวลานี้สั้นๆ  แต่เราก็ได้รับบทเรียนหลายอย่างและยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันของเราได้ด้วย

บทเรียนประการแรกก็คือกษัตริย์อาสารู้จักผู้ที่เขาร้องขอความช่วยเหลือ  กษัตริย์อาสาบอกว่า  “ไม่มีผู้ใดช่วยได้อย่างพระองค์”  เหตุที่ไม่มีใครสามารถช่วยได้อย่างพระองค์ก็เพราะว่าพระองค์ทรงรู้จักเราเป็นอย่างดี  และพระองค์ทรงมีฤทธิ์อำนาจ  พระองค์มีหนทางมากมายในการที่จะช่วยลูกของพระองค์  สาเหตุที่อาสารู้ได้ว่า   “ไม่มีผู้ใดช่วยได้อย่างพระองค์”    ก็เป็นเพราะเขาคงจะเคยได้ยินเรื่องราวการช่วยกู้ของพระเจ้าในอดีต  เหมือนกับในพระธรรมโครินธิ์  10:11 ที่ได้บอกไว้ว่า “เหตุการณ์เหล่านี้ได้บังเกิดแก่เขาเพื่อเป็นตัวอย่าง และได้บันทึกไว้เพื่อเตือนสติเราทั้งหลาย ซึ่งกำลังประสบวาระสุดท้ายแห่งบรรดายุคเก่า”  พระเจ้าสามารถช่วยเหลือประชากรของพระองค์ได้ในหลากหลายวิธี  ในเวลานั้นกษัตริย์อาสาอาจจะระลึกถึงการช่วยกู้ของพระเจ้าโดยผ่านทางผู้รับใช้ของพระองค์ในอดีต  ไม่ว่าจะเป็นโยชูวาที่ทำลายเมืองเยริโคด้วยการเดินรอบเมือง  หรือการที่พระเจ้าทรงใช้กิเดโอนกับคนเพียงสามร้อยคนรบชนะคนมีเดียน (ผู้วินิฉัย  7:7)  หรือจะเป็นแซมซันที่ใช้กระดูกขาตะไกรลาสดๆรบชนะคนฟิลิสเตียถึง  1,000  คน  (ผู้วินิฉัย  15:15)  หรือสลิงของดาวิดที่ฆ่าโกลิอัสและนำชัยชนะมาสู่คนอิสราเอล 

เช่นเดียวกันในชีวิตของเราเอง  หลายๆคนอาจจะมีประสบการณ์การช่วยกู้ของพระเจ้า หากเรามองย้อนกลับไปแล้วเราจะพบว่าพระเจ้าช่วยเราไว้อย่างมากมาย  ไม่ว่าเราจะมีมากหรือน้อย  ไม่ว่าเราจะเข็มแข็งหรืออ่อนแอ พระเจ้าเป็นพระเจ้าที่สามารถช่วยกู้เราได้ในทุกสถานการณ์  เพราะว่า  “ไม่มีผู้ใดเหมือนพระองค์”

บทเรียนประการที่สองก็คือ  กษัตริย์อาสาอธิษฐานทูลขออย่างเจาะจง เมื่อเราทูลขอพระเจ้าอย่างเจาะจงพระองค์ก็จะทรงตอบคำอธิษฐานเราอย่างเจาะจงเช่นเดียวกัน  มีครั้งหนึ่งที่ผมต้องการจะเปลี่ยนงาน  ผมทูลขอพระเจ้าอย่างเจาะจงว่าอยากได้งานใหม่ที่มีเงินเดือนเท่านั้นเท่านี้  อยากได้ที่ทำงานใกล้รถไฟฟ้า  ผมอยากทำงานแค่ห้าวันคือจันทร์ถึงศุกร์และไม่อยากเลิกงานดึก  นี่คือคำอธิษฐานที่ผมขออย่างเจาะจง  แล้วพระเจ้าก็ประทานงานใหม่ให้ผม  ผมได้เงินเดือนเท่ากับที่ผมขอไว้  ที่ทำงานผมอยู่ตรงข้ามเซ็นทรัลชิดลม  ซึ่งก็ใกล้กับรถไฟฟ้าสถานีชิดลม  ผมทำงานเลิกห้าโมงครึ่งก็สามารถกลับบ้านได้เลยไม่ต้องเลิกงานดึก  บริษัทที่ผมทำนั้นเป็นบริษัทลูกจากสิงคโปร์  ซึ่งที่สิงคโปร์นั้นต้องทำงานวันเสาร์ด้วย และทางสิงคโปร์ก็อยากให้บริษัทที่เมืองไทยทำงานวันเสาร์เช่นกัน  แต่เนื่องจากบริษัทที่ผมเข้าไปทำงานนั้นเป็นบริษัทก่อตั้งใหม่  ในช่วงแรกนั้นงานยังมีไม่มากก็เลยให้ทำงานแค่จันทร์ถึงศุกร์ไปก่อน และเมื่อเปิดบริษัทได้สักระยะ  เมื่อมีงานมากขึ้นค่อยทำงานวันเสาร์  แต่ตลอดระยะเวลาสามปีที่ผมทำงานที่นั่นบริษัทยังไม่มีนโยบายให้พนักงานทำงานวันเสาร์แต่อย่างใด  ผมรู้ว่านี่ไม่ใช่เป็นเรื่องบังเอิญอย่างแน่นอน เมื่อเราทูลขอพระเจ้าอย่างเจาะจง  พระองค์ก็ตอบคำอธิษฐานเราอย่างเจาะจงด้วยเช่นเดียวกัน 

สิ่งที่น่าสังเกตุก็คือ  กษัตริย์อาสาไม่ได้บอกพระเจ้าว่าพระองค็ต้องทำอย่างไร  เช่นเดียวกันกับเรา เมื่อเราอธิษฐาน  อย่าให้เราบอกพระเจ้าว่าจะต้องทำอย่างไร  หลายคนเมื่ออธิษฐานกับพระเจ้ามักบอกว่า  พระเจ้าขั้นแรกขอทำอย่างนี้นะ ขั้นต่อไปค่อยทำอย่างนั้น  นี่เป็นคำอธิษฐานที่ผิด  อย่าลืมว่าพระเจ้าสามารถช่วยเราได้ในหลากหลายทาง  และพระองค์ทรงรู้จักเราดีและรู้ว่าควรช่วยเราอย่างไร ไม่ต้องบอกพระองค์  และนี่เองเป็นสาเหตุที่ทำให้หลายๆคนโกรธพระเจ้าเมื่อไม่เห็นพระเจ้าตอบทีละขั้นตอนตามที่ตนเองปรารถนา 

กษัตริย์อาสาอธิษฐานแค่ว่า  “ขอทรงช่วยข้าพระองค์”  ไม่ได้บอกพระเจ้าว่าจะต้องช่วยอย่างไร  ไม่ได้กำหนดวิธีต่อสู้ให้พระเจ้า  เพราะเขารู้ว่าพระเจ้าทรงช่วยเขาได้ร้อยแปดวิธี  เขาไว้วางใจและมอบหนทางแห่งการช่วยกู้ไว้กับพระเจ้า

บทเรียนประการสุดท้ายก็คือ  คำอธิษฐานของกษัตริย์อาสาบ่งบอกถึงความสัมพันธ์ระหว่างเขากับพระเจ้า “พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าของข้าพระองค์ทั้งหลาย ขออย่าให้มนุษย์ชนะพระองค์” กษัตริย์อาสารู้ว่าเขาไม่ได้เลือกพระเจ้ามาเป็นพระเจ้าของเขา  แต่พระเจ้าต่างหากที่เลือกกษัตริย์อาสามาเป็นประชากรของพระองค์    หากกษัตริย์อาสาแพ้ไม่ใช่มนุษย์ที่แพ้  แต่เป็นพระเจ้า  และเพื่อพระเกียรติของพระเจ้าเอง  ดังนั้นขออย่าให้มนุษย์ชนะพระองค์ได้  เช่นเดียวกับเราเมื่อเราอธิษฐาน ให้เราตระหนักว่าเราเป็นลูกของพระองค์  และเมื่อพระเจ้าทรงอยู่ฝ่ายเรา  เราก็มั่นใจได้ว่าไม่มีใครสามารถต่อสู้เราได้  เหมือนกับที่บอกไว้ใน  โรม 8:31 ว่า  “ถ้าเช่นนั้นเราจะว่าอย่างไร ถ้าพระเจ้าทรงอยู่ฝ่ายเรา ใครจะขัดขวางเรา” 

แล้วผลของคำอธิษฐานของกษัตริย์อาสาเป็นอย่างไร  ใน 2  พงศาวดาร 1412  ได้บันทึกไว้ว่า  “พระเจ้าจึงทรงให้ชาว เอธิโอเปียพ่ายแพ้ต่ออาสาและต่อยูดาห์ และชาวเอธิโอเปียก็หนีไป”

แม้ว่ากองทัพของกษัตริย์อาสามีน้อยกว่าชาวเอธิโอเปียเกือบเท่าตัว แม้ว่ากองทัพเอธิโอเปียจะมีรถรบถึง  300 คัน  แต่เมื่อกษัตริย์อาสาร้องทูลขอความเชื่อเหลือจากพระเจ้า  เมื่อพระเจ้าทรงอยู่ฝ่ายเรา ใครจะต่อสู้เราได้  ผลของคำอธิษฐานก็คือศัตรูที่ยกมานั้นต้องพ่ายแพ้ไป 

ในเวลานี้หากเรากำลังเผชิญอยู่กับความทุกข์ยากลำบาก หากเราตกอยู่ในสภาพเดียวกับกษัตริย์อาสาที่เจอปัญหาเกินกว่าที่เราจะแก้ไขได้  ให้เราเข้ามาหาพระเจ้า  อธิษฐานต่อพระองค์ เพราะไม่มีใครช่วยเราได้เหมือนพระเจ้า  ให้เราอธิษฐานต่อพระองค์อย่างเจาะจง แล้วพระองค์จะทรงตอบคำอธิษฐานของเรา  เพราะเราเป็นประชากรของพระองค์  เป็นบุตรของพระเจ้า  เมื่อพระเจ้าอยู่ฝ่ายเรา  ใครเล่าจะสามารถต่อสู้เราได้

เรียบเรียงโดย จิรายุส  บงกชมาศ