เพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลก จนได้ทรงประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ เพื่อทุกคนที่วางใจในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศ แต่มีชีวิตนิรันดร์
 

 

การแสวงหาน้ำพระทัยพระเจ้า

โดยปกติเราต้องเผชิญกับการตัดสินใจอยู่ตลอดเวลาไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กหรือใหญ่  เช่น  มื้อเย็นนี้จะกินอะไรที่ไหนดี  พรุ่งนี้จะใส่เสื่อสีอะไร  เป็นต้น  อย่างไรก็ตาม  ยังมีการตัดสินใจบางอย่างนั้นที่สำคัญต่อชีวิตเรา  เราคงไม่สามารถติดสินใจแบบรวดเร็วทันทีได้  เช่น จะเรียนคณะอะไรดี  จบแล้วจะสมัครงานที่ไหน  เป็นต้น  การตัดสินใจที่มีผลต่อชีวิตเรานั้น คงจะไม่ดีแน่ถ้าหากเราจะตัดสินใจด้วยการคาดเดาหรือปล่อยให้เหตุการณ์พาไป  เพราะเรารู้ว่าเรามีพระเจ้าที่ให้คำปรึกษากับเราได้ และเราก็อยากจะรู้ว่าน้ำพระทัยพระเจ้าสำหรับเรื่องนั้นๆเป็นอย่างไร

แต่ก่อนที่จะเริ่มต้นแสวงหาน้ำพระทัยพระเจ้านั้น  เราต้องรู้ก่อนว่าน้ำพระทัยพระเจ้านั้นเป็นอย่างไร  ซึ่งหากเราจะจำแนกน้ำพระทัยพระเจ้านั้น  เราสามารถจำแนกได้เป็น  2  แบบ ใหญ่ๆดังนี้

1.  น้ำพระทัยพระเจ้าที่เปิดเผย  แบบทั่วไป
น้ำพระทัยพระเจ้าแบบนี้นั้นเป็นน้ำพระทัยพระเจ้าที่มีต่อเราทุกๆคน  ไม่ใช่สำหรับใครคนใดคนหนึ่ง  และน้ำพระทัยแบบนี้จะบอกเราอย่างชัดเจนว่าอะไรใช่หรือไม่ใช่น้ำพระทัยพระเจ้า  เราสามารถหาน้ำพระทัยพระเจ้าแบบนี้ได้ในพระคัมภีร์นั่นเอง  พระเจ้าทรงเปิดเผยน้ำพระทัยของพระองค์ผ่านทางพระคำของพระองค์  เหมือนกับที่บอกไว้ใน  สดุดี 119:105 ดังนี้ว่า  “พระวจนะของพระองค์เป็นโคมสำหรับเท้าของข้าพระองค์ และเป็นความสว่างแก่มรรคาของข้าพระองค์”  นอกจากนี้ใน  2ทิโมธี 3:16-17  ยังได้บอกเราอีกว่า   “พระคัมภีร์ ทุกตอนได้รับการดลใจจากพระเจ้า และเป็นประโยชน์ในการสอน การตักเตือนว่ากล่าว การปรับปรุงแก้ไขคนให้ดี และการอบรมในทางธรรม เพื่อคนของพระเจ้าจะพรักพร้อมที่จะกระทำการดีทุกอย่าง”

น้ำพระทัยพระเจ้าแบบนี้นั้นสังเกตุได้ง่ายๆก็คือจะมีคำสั่งต่างๆ  เช่น  “ห้าม”  “จง”  “อย่า”  เป็นต้น  โดยในพระคัมภีร์นั้นมีคำสั่งว่าห้ามทำหรืออย่าทำอยู่  253  ครั้ง    และอีก  1,250  ครั้งที่เป็นคำสั่งให้เรากระทำตาม  และทั้งสองคำนี้ก็คือน้ำพระทัยพระเจ้าที่ต้องการให้เราปฏิบัติตามนั่นเอง

จะเห็นได้ว่าคำถามต่างๆมากมายของเรานั้นล้วนมีคำตอบในพระคัมภีร์แล้วแทบทั้งสิ้น  ไม่ว่าจะเป็นคำถามทั่วๆไปอย่างเช่น  เราควรยืมเงินเพื่อนไหม  พระคัมภีร์ก็บอกว่าอย่าเป็นหนี้อะไรใครนอกจากความรัก  หรือว่าเราควรเลี่ยงภาษีไหม  ซึ่งพระเยซูก็เคยกล่าวไว้ว่า  “ของๆซีซาร์  จงถวายแด่ซีซาร์  ของๆพระเจ้า  จงถวายแด่พระเจ้า”  ซึ่งเป็นที่ชัดเจนว่าเราควรจ่ายภาษีอย่างถูกต้องโดยไม่หลบหลีกหรือยักยอก  หรือเราควรกินเหล้าไหม  พระคัมภีร์ก็บอกว่าเราทำสิ่งสารพัดได้ไม่มีใครห้าม  แต่ไม่ใช่ทุกสิ่งที่ทำแล้วเกิดประโยชน์  ร่างกายเราเป็นวิหารของพระเจ้า  เราจำเป็นต้องรักษาวิหารให้ดีที่สุด  หรือคำถามที่ว่าเราควรเที่ยวกลางคืนหรือไม่  พระคัมภีร์ก็บอกว่าให้เราทำในสิ่งที่ถวายเกียรติแด่พระเจ้า 

อย่างไรก็ตาม  แม้จะมีคำถามมากมายที่มีคำตอบแล้วในพระคัมภีร์  แต่ก็มีบางคำถามที่เฉพาะเจาะจงเหมือนกันที่พระคัมภีร์ไม่ได้ให้คำตอบแก่เรา  ซึ่งคำถามเหล่านี้เราต้องแสวงหาน้ำพระทัยพระเจ้าอย่างจริงจัง  และนั่นก็คือน้ำพระทัยพระเจ้าในแบบที่สองนั่นเอง

2.  น้ำพระทัยพระเจ้าแบบที่ไม่เปิดเผย
น้ำพระทัยพระเจ้าแบบนี้จะเป็นน้ำพระทัยเฉพาะเจาะจงสำหรับชีวิตแต่ละคน  เช่น เราจะเรียนอะไรดี  จะทำงานที่ไหน จะเปลี่ยนนงานดีหรือไม่  หรือว่าจะแต่งงานกับใคร  เป็นต้น  การที่เราจะรู้จักน้ำพระทัยพระเจ้าแบบนี้นั้น  เราต้องแสวงหา  เพราะในพระคัมภีร์ได้บอกอย่างชัดเจนว่า  “จงหา  แล้วจะพบ”  ถ้าเราไม่แสวงหา  เราก็จะไม่มีทางรู้ได้เลยว่าพระเจ้ามีน้ำพระทัยสำหรับชีวิตเราในเรื่องนั้นๆอย่างไร  การแสวงหาน้ำพระทัยพระเจ้าแบบนี้นั้นสามารถทำได้โดย

2.1 อธิษฐานอย่างเจาะจงสำหรับการทรงนำ
ในพระคัมภีร์  ฟีลิปปี 4:6 บอกว่า  “อย่าทุกข์ร้อนในสิ่งใดๆเลย แต่จงทูลเรื่องความปรารถนาของท่านทุกอย่างต่อพระเจ้า ด้วยการอธิษฐาน การวิงวอน กับการขอบพระคุณ”  เราได้เห็นตัวอย่างในพระคัมภีร์มากมายที่เมื่อคนของพระเจ้าไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร  พวกเขาก็คุกเข่าลงอธิษฐาน แต่เคล็ดลับที่สำคัญในการแสวงหาน้ำพระทัยพระเจ้าด้วยการอธิษฐานก็คือ  เราต้องอธิษฐานอย่างสม่ำเสมอ  และเมื่อเราให้การอธิษฐานนำหน้าเรา  ก็เป็นการง่ายที่เราจะได้ยินพระสุรเสียงจากพระเจ้าในการให้คำแนะนำเรา  เราควรให้การอธิษฐานเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเราไม่ใช่อธิษฐานเฉพาะตอนต้องการรู้จักน้ำพระทัยพระเจ้าเท่านั้น  เพราะยิ่งเราอธิษฐานมากเท่าไร  เราก็จะคุ้นกับเสียงของพระเจ้ามากเท่านั้น  และจะทำให้การตัดสินใจของเราไม่ผิดพลาด

2.2 พึ่งพาการทรงนำของพระวิญญาณบริสุทธิ์
เมื่อพระเยซูกำลังจะเสด็จขึ้นสู่สวรรค์  พระองค์ตรัสว่าจะประทานผู้ช่วยผู้หนึ่งให้แก่เรา  นั่นก็คือ  องค์พระวิญญาณบริสุทธิ์นั่นเอง  และพระวิญญาณบริสุทธิ์นี้เองจะเป็นผู้บอกความจริงให้แก่เรา นอกจากนี้ยังช่วยอธิษฐานต่อพระบิดาแทนเราด้วย  ดังนั้นการพึ่งพาพระวิญญาณบริสุทธิ์จึงเป็นสิ่งสำคัญมาก  เหมือนกับที่บอกเราในพระธรรม  ยอห์น 16:13 “เมื่อพระวิญญาณแห่งความจริงจะเสด็จมาแล้ว พระองค์จะนำท่านทั้งหลายไปสู่ความจริงทั้งมวล เพราะพระองค์จะไม่ตรัสโดยพลการ แต่พระองค์จะตรัสสิ่งที่พระองค์ทรงได้ยิน และพระองค์จะทรงแจ้งให้ท่านทั้งหลายรู้ถึงสิ่งเหล่านั้นที่จะเกิดขึ้น” และใน  โรม 8:26-27 กล่าวว่า  “ในทำนองเดียวกัน พระวิญญาณก็ทรงช่วยเราเมื่อเราอ่อนกำลังด้วย เพราะเราไม่รู้ว่าเราควรจะอธิษฐานขอสิ่งใดอย่างไร แต่พระวิญญาณทรงช่วยขอแทนเรา ในเมื่อเราคร่ำครวญอธิษฐานไม่เป็นคำ และพระองค์ผู้ทรงชันสูตรใจมนุษย์ ก็ทรงทราบความหมายของพระวิญญาณ เพราะว่า พระวิญญาณทรงอธิษฐานขอเพื่อธรรมิกชนตามที่ชอบพระทัยพระเจ้า”

2.3อ่านพระคัมภีร์
ในการแสวงหาน้ำพระทัยพระเจ้าแบบนี้  พระคัมภีร์ยังคงเป็นสิ่งสำคัญ   หลายคนคงเคยมีประสบการณ์ เมื่อเราแสวงหาน้ำพระทัยพระเจ้าโดยผ่านการอ่านพระคัมภีร์  เราจะรู้สึกเหมือนว่าข้อบางข้อในพระคัมภร์แตะต้องใจเรา  รู้สึกได้เลยว่านี่พระเจ้ากำลังตรัสกับเราโดยเฉพาะ     เพราะว่าในฮีบรู 4:12  บอกว่า  “เพราะว่า พระวจนะของพระเจ้านั้นไม่ตายและทรงพลานุภาพอยู่เสมอ คมยิ่งกว่าดาบสองคมใดๆ แทงทะลุกระทั่งจิตและวิญญาณ ตลอดข้อกระดูกและไขในกระดูก และสามารถวินิจฉัยความคิดและความมุ่งหมายในใจด้วย”

2.4  การยืนยันจากตัวเราและคนรอบข้าง
การได้รับการยืนยันจากคนรอบข้างก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะทำให้เราได้รู้จักน้ำพระทัยพระเจ้า  ในการหาคำตอบเพื่อยืนยันน้ำพระทัยพระเจ้านั้น  เราควรถามคำถามอย่างน้อย 3  ประการ ดังนี้คือ

-  สิ่งที่เราต้องการนั้นสอดคล้องกับพระคำพระเจ้าหรือไม่
-  สิ่งที่เราต้องการนั้นจิตสำนึกผิดชอบของเรากล่าวโทษหรือไม่
-  เพื่อนที่อยู่รอบข้างที่เราไว้วางใจเห็นด้วยกับเราหรือไม่


ทั้งนี้เพราะพระคัมภีร์ได้บอกไว้ว่าคำปรึกษาของคนรอบข้างนั้นเป็นสิ่งสำคัญ  โดยใน  สุภาษิต 15:22   กล่าวว่า  “ปราศจากการปรึกษาหารือ แผนงานก็ล้มเหลว แต่มีผู้แนะนำมากๆ แผนงานนั้นก็สำเร็จ”

แท้จริงแล้วการแสวงหาน้ำพระทัยพระเจ้านั้นไม่ใช่เรื่องยากอะไรเลย  เพราะพระเจ้าปรารถนาจะให้เรารู้จักน้ำพระทัยของพระองค์สำหรับชีวิตของเราแต่ละคน  เหมือนกับการที่คนรักของเราโทรมาถามทางเรา  ถามว่าเราจะแกล้งบอกให้คนรักของเรางงหรือหลงทางหรือ?  ตรงข้าม  เราคงบอกทางให้อย่างละเอียดจนมั่นใจว่าคนรักของเราไปถึงจุดหมายอย่างแน่นอน  เช่นเดียวกัน  พระเจ้าทรงรักเราและทรงมีแผนการที่ดีสำหรับชีวิตของเรา  พระเจ้าอยากจะให้เราทุกคนรู้ถึงแผนการของพระองค์  และน้ำพระทัยพระเจ้านั้นย่อมต้องดีที่สุดสำหรับเราเสมอ  แต่มีสิ่งสำคัญในการแสวงหาน้ำพระทัยพระเจ้าที่เราทุกคนจำเป็นต้องมีก็คือ

1. การเชื่อฟัง

1.1  เชื่อฟังในสิ่งที่พระเจ้ากล่าวไว้ในพระคัมภีร์

หรือก็คือทำตามน้ำพระทัยพระเจ้าที่พระองค์ทรงเปิดเผยให้เราทุกคนทำ  (น้ำพระทัยแบบแรกนั่นเอง) เรารู้ว่าไม่มีใครที่เป็นคนดีรอบครอบ  เราทุกคนเป็นคนบาป  และเราก็ยังทำบาปอยู่ทุกวัน แต่สิ่งสำคัญคือเมื่อเราผิดพลาด  เราได้กลับเข้ามาหาพระเจ้าหรือเปล่า  เราได้เข้ามาของการอภัย การยกโทษจากพระเจ้าหรือไม่  ถ้าหากเรายังไม่ยอมเชื่อฟังในสิ่งที่พระเจ้าบอกให้ทำวันนี้  เราก็คงไม่ต้องหวังว่าจะได้รู้ถึงน้ำพระทัยพระเจ้าที่จะให้เราทำในวันพรุ่งนี้เลย

1.2 ต้องมีใจเชื่อฟังน้ำพระทัยพระเจ้าด้วย
เป็นที่แน่นอนว่าถ้าเราไม่คิดที่จะเชื่อฟังพระองค์  พระเจ้าก็คงไม่เปิดเผยน้ำพระทัยของพระองค์ให้แก่เราได้รับรู้  การเชื่อฟังน้ำพระทัยพระเจ้านั้นคงจะไม่มีตัวอย่างใดดีเท่ากับอาจารย์เปาโล  ให้เราลองมาดูตัวอย่างส่วนหนึ่งในการเชื่อฟังน้ำพระทัยพระเจ้าของอาจารย์เปาโลใน  กิจการ 16:6 -10  ดังนี้  “พระวิญญาณบริสุทธิ์ห้ามมิให้กล่าวพระวจนะของพระเจ้าในแคว้นเอเชีย ท่านเหล่านั้นจึงไปทั่วแว่นแคว้นฟรีเจียกับกาลาเทีย เมื่อลงไปยังที่ตรงข้ามกับแคว้นมิเซียแล้ว ก็พยายามจะไปยังแว่นแคว้นบิธีเนีย แต่พระวิญญาณของพระเยซูไม่ทรงโปรดให้ไป  แล้วท่านเหล่านั้นได้เดินทางผ่านแคว้นมิเซียมายังเมืองโตรอัส  ในเวลากลางคืน เปาโลได้นิมิตเห็นชาวมาซิโดเนียคนหนึ่งยืนอ้อนวอนว่า "ขอโปรดมาช่วยพวกข้าพเจ้าในแคว้นมาซิโดเนียเถิด"  ครั้นท่านเห็นนิมิตนั้นแล้ว เราจึงหาโอกาสทันทีที่จะไปยังแคว้นมาซิโดเนีย ด้วยเห็นแน่ว่า พระเจ้าได้ทรงเรียกเราให้ไปประกาศข่าวประเสริฐแก่ชาวแคว้นนั้น”

เรารู้ว่าเปาโลนั้นได้ออกเดินทางไปประกาศเรื่องราวของพระเจ้าหลายครั้งด้วยกัน  เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในการเดินทางครั้งที่สองของเปาโล  จะเห็นว่าจากพระคำตอนนี้เราได้รับบทเรียนหลายๆอย่างโดยเฉพาะด้านการเชื่อฟังพระเจ้า จะเห็นได้ว่าแม้เปาโลจะได้เตรียมแผนการต่างๆเอาไว้แล้ว  แต่เมื่อพระเจ้าทรงเปิดเผยน้ำพระทัยของพระองค์  เมื่อพระเจ้าไม่อนุญาต  เปาโลก็พร้อมที่จะเชื่อฟังและทำตามน้ำพระทัยพระเจ้าทันทีโดยไม่รีรอ

อย่างไรก็ตามในการทำตามน้ำพระทัยพระเจ้าในบางครั้งนั้นเราอาจจะพบกับปัญหา  แต่ให้เรายังคงวางใจในพระเจ้าต่อไป  เหมือนกับเปาโลและสิลาส  หากเราอ่านพระคัมภีร์ต่อไปเราจะพบว่า  เมื่อเขาได้เดินทางไปประกาศเรื่องราวของพระเจ้าที่แคว้นมาซิโดเนียก็มีประชาชนบางกลุ่มไม่พอใจ   จนสุดท้ายทำให้ทั้งสองต้องติดคุก ถ้าหากเปาโลและสิลาสขาดความเชื่อ  ถ้าหากทั้งคู่ไม่ไว้วางใจในพระเจ้าและท้อแท้ใจจะเกิดอะไรขึ้น  น้ำพระทัยพระเจ้าสำหรับชาวมาซิโดเนียคงไม่สำเร็จอย่างแน่นอน  แต่ขอบคุณพระเจ้า  เราพบว่าทั้งคู่ยังคงมั่นใจว่าน้ำพระทัยของพระเจ้านั้นย่อมดีที่สุด  แม้ว่าอาจจะต้องเผชิญกับความยากลำบากก็ตาม  เราเห็นได้ว่าไม่มีความกังวลหรือวิตกเกิดขึ้นกับคนทั้งสองเลย  เมื่อตกดึกเขายังคงร้องเพลงและนมัสการพระเจ้าอย่างชื่นชมยินดี  และพระเจ้าก็ทรงช่วยให้ประตูคุกเปิดออกหมด  แต่ก็ไม่มีใครหลบหนีแม้แต่คนเดียว  และโดยเหตุการณ์นี้เองทำให้นายคุกได้มีโอกาสมารู้จักพระเจ้า  และสุดท้ายทั้งคู่ก็ได้รับการปล่อยตัว 

จะเห็นว่าในที่สุดน้ำพระทัยพระเจ้าเกี่ยวกับการนำความรอดไปยังชาวมาซิโดเนียก็สำเร็จโดยเปาโลและสิลาส  ทั้งนี้เพราะการไว้วางใจและเชื่อฟังพระเจ้าอย่างไม่สงสัยนั่นเอง  ดังนั้นหากเรามั่นใจว่าเราทำตามน้ำพระทัยพระเจ้าและประสบกับปัญหา อย่าตกใจ  ให้เราวางใจในพระเจ้า  เพราะว่าพระองค์จะเป็นผู้ดูแลเราเอง

2.  อดทนรอคอยและใช้วิธีของพระเจ้าไม่ใช่วิธีของเรา
ปัญหาอีกอย่างหนึ่งที่เราพบก็คือการขาดความอดทนในการรอคอยพระเจ้า  หลายๆครั้งเรารู้ว่าน้ำพระทัยของพระเจ้าคืออะไร  แต่เวลาของพระเจ้ากับเวลาของเรามักไม่สอดคล้องกัน  และเมื่อเราขาดการอดทน  เราก็พยายามช่วยเหลือพระเจ้า  โดยคิดว่าสุดท้ายน้ำพระทัยพระเจ้าก็สำเร็จเหมือนกัน  ไม่น่าจะเป็นอะไร  แต่รู้หรือไม่ว่าการที่เราคิดหรือทำอย่างนี้นั้นได้ส่งผลเสียตามมาอย่างที่เราอาจจะคาดไม่ถึงได้

หากเราลองดูในพระคัมภีร์ เราจะได้เห็นตัวอย่างของการใช้วิธีของตนเองแทนที่จะใช้วิธีพระเจ้า  เราจะเห็นผลเสียของการที่เราไม่สามารถรอให้เวลาของพระเจ้ามาถึงได้  หนึ่งในตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือ ชีวิตของโมเสสผู้ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นสหายของพระเจ้า

เรารู้ว่าโมเสสเกิดในช่วงที่อียิปต์มีคำสั่งฆ่าเด็กผู้ชายชาวยิวที่คลอดออกมาทั้งหมด  ดังนั้นเมื่อโมเสสคลอดออกมา  แม่ของเขาก็ซ่อนเขาไว้ไม่ให้ใครรู้จนกระทั่งโมเสสเริ่มโตขึ้นจนไม่อาจจะเลี้ยงแบบหลบซ่อนๆได้อีก  ดังนั้นแม่จึงสั่งให้พี่สาวนำใส่ตระกร้าและเอาไปลอยน้ำ  โดยวางแผนว่าให้ลอยไปใกล้ๆกับที่ที่ธิดาฟาโรห์เล่นน้ำอยู่  และสุดท้ายเมื่อธิดาของฟาโรห์เห็นเด็กก็ได้เก็บมาเลี้ยงไว้   เรารู้ว่าการที่โมเสสได้รับการเลี้ยงดูจากธิดาของฟาร์โรห์นั้นไม่ได้เป็นการบังเอิญ  แต่เป็นน้ำพระทัยพระเจ้าที่เลือกโมเสสให้มาเป็นคนที่ปลดปล่อยชนชาติอิสราเอล 

พระเจ้าได้ใส่ภาระใจให้กับโมเสสที่จะปลดปล่อยชนชาติของตนจากการถูกกดขี่ข่มเหง  จากการเป็นทาสอยู่ในอียิปต์ถึง  400  ปี  แต่เป็นที่น่าเสียดายที่โมเสสกลับใช้วิธีของตนเองในการช่วยเหลือชนชาติของเขา  เขากลับใช้กำลังของเขาเองแทนที่จะพึ่งพาพระเจ้า 

วันหนึ่งเมื่อโมเสสออกไปเยี่ยมเยียนชนชาติของตน  เขาได้พบคนอียิปต์กำลังทำร้ายคนอิสราเอลอยู่  เมื่อเขามองซ้ายมองขวาเห็นว่าไม่มีใคร  เขาเลยเข้าไปฆ่าคนอียิปต์นั้นและนำศพไปฝังทราย  การทำตามวิธีของตนเองนั้นโดยไม่ได้รอคอยพระเจ้าได้ส่งผลเสียอย่างใหญ่หลวงต่อชีวิตโมเสส  ไม่ว่าจะเป็นการไม่ยอมรับของคนอิสราเอลเองที่หาว่าใครเป็นคนตั้งให้เขาเป็นคนทำอย่างนี้  หรือการที่คนอียิปต์จะเอาผิดโมเสสจนทำให้เขาต้องหนีเอาชีวิตรอดเข้าไปหลบในถิ่นทุรกันดาร

ในพระคำ  กิจการ 7: 22 ได้กล่าวว่า  “ฝ่ายโมเสสจึงได้รับการสอนในวิชาการทุกอย่างของชาวอียิปต์ มีสมรรถภาพในการพูดและกิจการต่างๆ”  จะเห็นว่าโมเสสนั้นนับได้ว่าเป็นคนที่เหมาะสมสำหรับภาระกิจปลดปล่อยนชาติอิสราเอลอย่างแท้จริง  เพราะได้รับการฝึกฝนในทุกๆด้านมาอย่างดี  ไม่ว่าจะเป็นความเชี่ยวชาญในการพูดเจรจา  ความชำนาญในการต่อสู้  ความรู้ในกลยุทธ์การทำสงครามหรือความรู้ในด้านอื่นๆที่ประเทศอียิปต์มีในขณะนั้น  เพราะโมเสสเป็นถึงเจ้าชายของอียิปต์  จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่โมเสสจะคิดว่าโดยกำลังและวิธีของเขานั้นน่าจะช่วยคนอิสราเอลได้ 

นี่เป็นบทเรียนที่สอนเราอย่างดีว่า แม้ว่าในสถานการณ์ที่ทุกอย่างดูเหมือนจะลงตัว  แม้ว่าทุกอย่างดูเหมือนจะเป็นใจและสอดคล้องกันอย่างพอเหมาะ  แต่อย่ารีบด่วนสรุป  เพราะถ้าสิ่งนั้นยังไม่ถึงเวลาของพระเจ้า  ผลลัพท์จากการกระทำของเราอาจจะส่งผลเสียอย่างที่เราไม่คาดคิด  เหมือนกับโมเสสที่ต้องหนีไปอยู่ในถิ่นทุรกันดารถึง  40  ปี

ไม่ใช่แค่โมเสสเท่านั้นที่ขาดความอดทน  อับราฮัมก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่ใช้วิธีของตนเองโดยไม่รอเวลาของพระเจ้า  เรารู้ว่าพระเจ้าสัญญาว่าจะอวยพรอับราฮัมให้เชื้อสายของเขามีมากมายดังเม็ดทรายในทะเล  ดังดวงดาวบนท้องฟ้า  เป็นน้ำพระทัยพระเจ้าที่จะให้อับราฮัมมีลูกชายเพื่อสืบสกุล  แต่เมื่ออับราฮัมได้รอเป็นเวลานานก็ยังไม่เห็นว่านางซาราห์ภรรยาจะตั้งครรภ์  ดังนั้นทั้งคู่จึงได้ช่วยเหลือพระเจ้าโดยเอาคนใช้ของซาราห์มาเป็นภรรยาจนได้ลูกชายชื่ออิชมาเอล  การไม่อดทนรอเวลาของพระเจ้าทำให้เกิดผลเสียตามมาอย่างไม่คาดคิด  เหมือนกับอิชมาเอลที่เป็นบรรพบุรุษของคนอิสลามซึ่งเป็นหอกข้างแคร่ของคนอิสราเอล   และปัญหาที่ยังคงติดตามมาจนทุกวันนี้จากการใช้วิธีการของตนเองเพื่อช่วยพระเจ้าก็คือการสู้รบในตะวันออกกลาง  ซึ่งก็เกิดจากเชื้อสายของอิชมาเอลนั่นเอง

ในเวลานี้เราหลายๆคนอาจจะต้องการแสวงหาน้ำพระทัยบางอย่างที่เฉพาะเจาะจงสำหรับชีวิตเรา อยากให้เราแสวงหาน้ำพระทัยพระเจ้าโดยการอ่านพระคัมภีร์และอธิษฐานอย่างสม่ำเสมอ  และเมื่อเราแสวงหาพระองค์  เราก็มั่นใจได้ว่าพระเจ้าจะทรงเปิดเผยน้ำพระทัยของพระองค์ให้แก่เราอย่างแน่นอน  อย่างไรก็ตามเมื่อเรารู้ถึงน้ำพระทัยนั้นแล้วเราต้องมีใจเชื่อฟังและรอคอยด้วยความอดทน ไม่เช่นนั้นแล้วอาจจะเกิดผลเสียตามมาอย่างที่เราคาดไม่ถึงก็เป็นได้