คุณหญิง จารุวรรณ เมณฑกา - พระเจ้านำทางดิฉัน ทุกวันนี้อยู่ได้โดยไม่กลัวบาป
นับแต่ปมปัญหาการแต่งตั้งผู้ว่าการสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ปรากฏอยู่ในบริบทสังคมไทยเป็นเวลาพอสมควร และไม่แน่ว่าจะลงเอยด้วยดี-ไม่ดีอย่างไรนั้น
หลายสื่อต่างพร้อมใจกันนำเสนอปูมหลังและเส้นทางชีวิตของ 'คุณหญิง จารุวรรณ เมณฑกา' ตัวเอกของเรื่อง ออกมาอย่างน่าสนใจ
![]() |
ยิ่งเมื่อย้อนอดีตไปในช่วงเวลาหนึ่งจะพบว่า สังคมไทยไม่ได้พูดถึงเธอก็แต่เพียงช่วงนี้เท่านั้น ยกตัวอย่างจากหัวบทความของหลายสื่อที่ได้ยกย่องผู้หญิงคนนี้ไว้มากมาย 'คุณหญิงจารุวรรณ ผู้ว่าฯ หญิงเหล็ก' ปี 2003, 'ก่อนจะถึงวันนี้ เปิดปูมยอดหญิงแห่งยุค' ปี 2002 ฯลฯ
หรือแม้กระทั่งเมื่อห้วงช่วงที่เจอมรสุมลูกย่อมๆ จากการตรวจสอบการทุจริตในโครงการทางหลวงใต้วงแหวน เมื่อปี 2546 'จารุวรรณ ไม่หวั่นอำนาจมืด เดินหน้าสอบทุจริตเงินแผ่นดิน' ดังนั้นจากหลายๆแหล่งที่พอจะรวบรวมได้ จึงอดไม่ได้ที่จะต้องขออนุญาตย้อนรอยชีวิตของสตรีผู้นี้...อีกครั้ง จารุวรรณ เมณฑกา เป็นชื่อของเด็กหญิงที่มีชื่อเล่นว่า 'ลูกเป็ด' เป็นพี่สาวคนโตของน้องๆ อีก 8 ชีวิต คุณพ่อ ชื่อ 'เต็ม' มีเชื้อสายกวางตุ้ง และคุณแม่ 'ยรรยง' สาวเมืองทุเรียน นนทบุรี "ดิฉันมีชื่อเล่นที่ผู้ชายกลัว ชื่อเป็ด ก็เพราะตอนเด็กๆ ไม่สวย แม่เลยเรียกเป็ดขี้เหร่" 'ลูกเป็ด' ถือกำเนิดในครอบครัวที่ตั้งรกรากอยู่แถวสามย่าน และที่นั่นเองทำให้เด็กหญิงแก่นแก้วผู้นี้ เกิดแรงบันดาลใจที่จะเป็นนิสิตรั้วจามจุรี จากการเป็นคนรักการอ่านชนิดเลื้อยหนังสือ และชอบที่สุดคือนวนิยาย หลังเรียนจบประถมจากโรงเรียนศึกษาวัฒนา สามารถต่อมัธยมได้ที่โรงเรียนเด็กเก่ง อย่างเตรียมอุดมศึกษา และหัวดีขนาดได้ทุนนักเรียนแลกเปลี่ยน ที่เรียกว่า Exchange Student อันเป็นที่มาของนักเรียนทุน AFS ในปัจจุบัน |
"แม่บอกว่า ดิฉันกวาดบ้านครั้งหนึ่งใช้เวลา 3 ชั่วโมง เพราะพอกวาดเจอกระดาษอะไรจะต้องนั่งลงอ่านทุกแผ่นบนพื้นก่อน"
เธอบินไกลถึง 'วิสต้า ไฮสคูล' สหรัฐอเมริกา และเรียนรู้ชีวิตมากมายจนจบเกรด 12 เมื่อกลับมาเมืองไทย ด้วยความมั่นใจจึงตัดสินใจสอบเอนทรานซ์ทันที ที่สำคัญเลือกคณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ เป็นอันดับ 1
ใครจะรู้ว่าการสอบติดคณะที่เลือกเป็นอันดับบ๊วย อย่างคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี ที่ทำเอาจารุวรรณเสียศูนย์ ร้องไห้แทบเป็นแทบตาย จะเป็นจุดพลิกผันที่นำมาซึ่งชีวิตอันรุ่งโรจน์ของเธอในวันนี้
เพราะขณะที่เธอเรียนๆ เล่นๆ ชนิดกิจกรรมดี เรียนเด่น จนสามารถคว้าทุนเรียนดีมาตั้งแต่ปีแรก เมื่อเรียนจบยังได้เกียรตินิยมเหรียญทอง แถมมีคะแนนเป็นอันดับ 1 ของรุ่นอีกด้วย
ปี 2510 จารุวรรณ เข้าทำงานกับท่านเจ้าคุณไชยยศ สมบัติ ผู้ก่อตั้งแบงก์สยามกัมมาจล ที่สำนักงานบัญชีไชยยศ สมบัติ ที่ต่อมาเปลี่ยนเป็น Deloite Touche เงินเดือนครั้งแรกในชีวิต 900 บาท และนับได้ว่าเป็นที่แรกเริ่มของการบ่มเพาะเรื่องการบัญชีให้กับเธอ แต่ด้วยเงินเดือนค่อนข้างน้อย จารุวรรณจึงย้ายมาทำงานที่บริษัท NCR ของชาวออสเตรเลีย เพราะได้เงินเดือนถึง 3,000 บาท ทำหน้าที่เป็นโปรแกรมเมอร์คอมพิวเตอร์ อยู่เพียงปีเดียว ก็ย้ายไปที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ กลับมากินเงินเดือนคนไทย
"พ่อบอกว่าให้เอาความรู้ทำประโยชน์ให้แผ่นดิน ท่านไม่ชอบฝรั่ง จะสอนบ่อยเรื่องความกตัญญู ท่านมาจากเมืองจีนมือเปล่า ผืนดินนี้กลบหน้าก็ใช้บุญคุณไม่หมด"
และคงเป็นคำพูดนี้กระมัง ที่ทำให้เป็นจารุวรรณที่เราเห็นในวันนี้ เพราะหลังจากสมัครสอบชิงทุน ก.พ. ไปเรียนต่อ MBA ปริญญาโทที่ มิชิแกน สเตท ยูนิเวอร์ซิตี้ สหรัฐอเมริกา ได้ทำงานที่ สตง.อเมริกาอยู่ 6 เดือน กลับมาเมืองไทยเมื่อปี 2516 ทำงานที่สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) บรรจุจากเจ้าหน้าที่ระดับล่าง ซี 4 ตรวจรัฐวิสาหกิจอยู่ 10 กว่าปี จึงได้ ซี 7
ต่อมาเป็นผู้อำนวยการ สตง.ภูมิภาค, ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักงาน สตง., รองผู้อำนวยการ สตง. ภายหลังมีกฎหมายปฏิรูปการเมืองฉบับใหม่ คือรัฐธรรมนูญ 2540 มาตรา 312 กำหนดให้ สตง.เป็นองค์กรอิสระ โดยมีคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) 10 คน ผู้ว่าการ 1 คน ทำหน้าที่คานอำนาจกัน
จารุวรรณจึงลงสมัครเป็นกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ทำอยู่ได้ปีเดียว จึงได้มีการตั้งกรรมการสรรหาเพื่อเลือกผู้ว่าการฯ ด้วยเหตุผลนานาประการทำให้เธอเหมือนตกกระไดพลอยโจน
"ดิฉันไม่ได้สมัคร กรรมการสรรหาเขาเลือกผู้ว่าการฯ ก็มีคนมาสมัครเป็นสิบคน เขาก็คัดออกๆ เพราะตกคุณสมบัติ คือต้องจบปริญญาโท ต้องเป็นผู้สอบบัญชีรับอนุญาต เป็นข้าราชการต้องไม่ต่ำกว่าซี 10 ถ้าเป็นอาจารย์ต้องระดับ รศ. สอนมาแล้วไม่น้อยกว่า 10 ปี สาหัสมาก บังเอิญโชคดีมีคุณสมบัติอย่างนั้น ทีนี้กรรมการสรรหาเอาจากคนสมัครทั้งหมดแล้ว มันไม่ได้เรื่องเลย เหลือ 2 คนสุดท้าย"
2 คนที่เหลือ คือ ผอ.สตง.เดิม ซึ่งกำลังถูกสอบสวน และรอง ผอ.สตง.อีกคนก็ถูกครหา
"คงเป็นโชคดีของดิฉันมั้ง กรรมการสรรหาเขามาเรียกดิฉันไปบอกว่าอยากให้ยินยอมรับการเสนอชื่อเป็นผู้ว่าการฯ เราก็ตกใจ เขาบอกไม่ได้-ต้องลง เพราะหาตัวไม่ได้ และมันควรจะเป็นคนเก่า สตง. เพราะ สตง.วิกฤติมากช่วงนั้น กล่อมไปกล่อมมาก็เลยโอเค เลยต้องเล่นไปตามบท"
และบทบาทของผู้พิทักษ์เงินแผ่นดินคนแรกนี้เอง ที่ได้สร้างคุณความดีไว้มากมายจนทำให้ 'ลูกเป็ด' ได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์จตุตถจุลจอมเกล้า ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานเนื่องในวันฉัตรมงคล (5 พ.ค.46) อันเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงคุณภาพของความเป็นคนตงฉิน ยุติธรรม และเป็นความภาคภูมิใจที่สุดในชีวิตของเธอ
หลายคนคงนึกไม่ถึงว่า ชีวิตของจารุวรรณ ดำเนินอยู่บนความเชื่อในพระเจ้า
น่าทึ่งว่าคนที่มีพ่อเป็นคนจีนกวางตุ้ง สามีเป็นคนจีนแต้จิ๋ว และมีแม่เป็นคนไทยพุทธ แต่ตัวเองเป็นคนที่ต้องเข้าโบสถ์ทุกวันอาทิตย์ "วันอาทิตย์ ถึงจะยุ่งยังไง ดิฉันขอ 1 ชั่วโมงเข้าโบสถ์ที่คริสตจักรวัฒนา ตอนเช้าๆ ดิฉันจะอ่านพระคัมภีร์ อธิษฐานขอให้ประเทศชาติปลอดภัย" บางครั้งถึงขนาดทะเลาะกับพระเจ้า ยิ่งตอนวิกฤติชีวิต ณ ขณะปัจจุบันนี้ "ดิฉันต่อว่าต่อขานพระเจ้าท่านอย่างหนักมาก พูดในใจนะคะ ว่าไหนบอกว่าจะปกป้องลูกของพระเจ้าไงล่ะ" และทุกครั้งสาวกโปรเตสแตนต์อย่างเธอมักจะได้รับคำชี้แนะจากพระเจ้าแบบอัศจรรย์ ผ่านทางพระคัมภีร์ ที่ชื่อ 'เศฟันยา' อยู่เสมอ
"วันนั้นดิฉันทุกข์มาก ก็เลยหาทางออกด้วยการอ่านพระคัมภีร์ ในนั้นบอกว่า วันนั้นเราจะเปลี่ยนการน่าอับอายของเจ้าให้เป็นการอันน่าสรรเสริญ เราจะรื้อฟื้นเจ้าใหม่ในสภาพเดิมต่อหน้าต่อตาเจ้า เราจะทำให้เจ้ามีชื่อเสียง"
ที่สำคัญ ว่ากันว่า หลังจากเปิดคัมภีร์นี้เอง จารุวรรณ ตัดสินใจไม่ไปพบนายกรัฐมนตรีที่ทำเนียบฯ ตามนัด และใช้ความสงบสยบความเคลื่อนไหว มีเพียงการเจรจาผ่านทางเสียงตามสายโทรศัพท์
ที่สุดก็มีเพียงความวูบไหวของข่าวการต่อรอง 'บางอย่าง' จากปลายสาย ที่ส่งให้คุณหญิงจารุวรรณอยู่ในจุดที่เหนือกว่าอย่างน่าชื่นชม ขณะที่ผู้เจรจาถูกตั้งคำถามมากมายถึงการล้ำเส้นบทบาทของรัฐบาล
"พระเจ้านำทางดิฉันไว้แล้ว บอกได้ทุกวันนี้อยู่ได้โดยไม่กลัวบาป"
งานนี้พระเจ้ามิอาจตัดสิน แต่หากถึงที่สุดแล้วตรวจสอบพบว่ากระบวนการสรรหาและการเสนอแต่งตั้งคุณหญิงจารุวรรณ เป็นผู้ว่าการ สตง. ที่ผ่านมา เป็นไปโดยชอบแล้ว เปรียบเทียบกับการสรรหาและการเสนอแต่งตั้งนายวิสุทธิ์ มนตริวัต ต้องมีอันตกไป เมื่อไม่ได้รับการโปรดเกล้าฯ กลับมา
น่าดูว่าคงมีใครที่อาจต้องหันไปพึ่งพระคัมภีร์กันบ้างก็ได้
โดย : หนังสือพิมพ์ “เนชั่นสุดสัปดาห์
เมื่อวันที่ : 11 เมษายน 2551
